"สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล" ร่วมกับ "สำนักงานข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย" (UNHCR Thailand) นำภาพยนตร์สารคดีเรื่องเยี่ยมที่ทั้งโลกกำลังจับตามองเรื่อง "Human Flow" ฉายเปิดงาน "เทศกาลภาพยนตร์ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 7" (The Refugee Film Festival) ซึ่งจะมีชึ้นในวันที่ 7-10 ธันวาคมนี้ ณ โรงภาพยนตร์ พารากอนซีนีเพล็กซ์
"เรื่องของผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องคนไทยมักจะบอกว่าไกลตัว แต่ถ้าถามคนที่ทำงาน UNHCR จะใกล้ตัวมากเพราะเราได้สัมผัสเขา เราได้เห็นความเป็นคนที่มีอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนได้ใกล้ชิดคือภาพยนตร์ เราเชื่อในพลังของภาพยนตร์ เรื่องผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถบอกกันได้ผ่านสื่อง่ายๆ หรือการอ่านเพียงแค่ไม่กี่ประโยค แต่พอเวลาเป็นหนังเราเหมือนพาคนได้เข้าไปอยู่ในชีวิตและประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยจริงๆ เลย 'Human Flow' เป็นหนังไฮไลต์ของเทศกาล ซึ่งตรงกับคอนเซปต์ของเทศกาลในปีนี้ เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เราอยากจะบอกคือ ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ตัวเลข ผู้ลี้ภัยมีเลือดเนื้อและจิตใจเหมือนกับเราทุกคน"
"คุณอวิกา เตชะรัตนประเสริฐ" รองประธานกรรมการ สายงานการตลาด บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้นำเข้าภาพยนตร์เรื่อง "Human Flow" กล่าวถึงการเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายในประเทศไทยว่า
"ประเด็นผู้ลี้ภัยเป็นประเด็นที่วิกฤตและเป็นสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างพวกเราเองปัญหานี้อาจจะเห็นข่าวบ่อยๆ แต่อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่ 'Human Flow' นอกจากพูดเรื่องของผู้ลี้ภัยแล้ว มันคือเรื่องของมนุษย์กับมนุษย์ เรื่องของมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ซึ่งจริงๆ ทุกๆ คนควรจะทำความรู้จักและทำความเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาของมันได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะทำให้เกิดแอคชั่นบางอย่างที่เราในฐานะมนุษย์ด้วยกันจะช่วยเหลือ หรือทำให้สถานการณ์หรือเหตุการณ์นี้คลี่คลายได้ดีขึ้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจคือผู้กำกับ 'คุณอ้าย เว่ย เว่ย' ซึ่งเขาเป็นศิลปินชาวจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก และเป็นเหมือนกับผู้ทรงอิทธิพลกับคนรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่แล้วผ่านความคิดและมุมมองของศิลปินอย่างอ้าย เว่ย เว่ยเนี่ย มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เป็นการเอาประเด็นที่ค่อนข้างซีเรียสและอาจจะไกลตัวทำให้ดูใกล้ตัวขึ้น และสื่อสารในเชิงของศิลปะที่ทำให้ดูง่ายขึ้น"
"อ้าย เว่ย เว่ย" ผู้กำกับ-ศิลปินสถาปนิก-นักเคลื่อนไหวชาวจีนชื่อดังถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้โดยเดินทางสำรวจชีวิตแบบเจาะลึกค่ายผู้ลี้ภัยทั่วโลกกว่า 40 แห่งสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยถึง 600 คน ใช้ทีมงานการถ่ายทำกว่า 200 คน เพื่อเก็บภาพในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน รวมถึงในพื้นที่เสี่ยงตายที่แทบมามีใครเคยเข้าถึงมาก่อน