และ "คุณอรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์" ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย
หน่วยงาน UNHCR
คุณอรุณี: "UNHCR" เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้องค์การสหประชาชาติซึ่งมีประมาณ 30 หน่วยงาน โดยแต่ละหน่วยงานจะดูแลกลุ่มคนที่ยากลำบากแตกต่างกันออกไป "UNHCR" ก็จะดูแลในส่วนของผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยคือเขาถูกบังคับให้ออกจากประเทศตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากสงครามความขัดแย้ง โดนไล่ฆ่า โดนทรมานต่างๆ นานาซึ่งเขาไม่ได้อยากจะอพยพมา
การจัดเทศกาลภาพยนตร์ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 7 (The 7th Refugee Film Festival)
คุณอรุณี: เรื่องของ "ผู้ลี้ภัย" เป็นเรื่องคนไทยมักจะบอกว่าไกลตัว แต่ถ้าถามคนที่ทำงาน "UNHCR" จะใกล้ตัวมากเพราะเราได้สัมผัสเขา เราได้เห็นความเป็นคนที่มีอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนได้ใกล้ชิดคือ "ภาพยนตร์" เราเชื่อในพลังของภาพยนตร์ เรื่องผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถบอกกันได้ผ่านสื่อง่ายๆ หรือการอ่านเพียงแค่ไม่กี่ประโยค แต่พอเวลาเป็นหนังเราเหมือนพาคนได้เข้าไปอยู่ในชีวิตและประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยจริงๆ เลย โดยในปีนี้เราต้องขอบคุณทาง "สหมงคลฟิล์มฯ" ที่สนับสนุนหนังด้วยกัน 2 เรื่องคือ "Human Flow" หนังไฮไลต์ของเทศกาลเลย ซึ่งตรงกับคอนเซปต์ของเทศกาลในปีนี้ เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เราอยากจะบอกคือผู้ลี้ภัยไม่ใช่ตัวเลข ผู้ลี้ภัยมีเลือดเนื้อและจิตใจเหมือนกับเราทุกคน ซึ่ง "Human Flow" พยายามจะสื่อในมุมนี้ และอีกหนึ่งเรื่องเด่นคือ "The Zookeeper's Wife"
การคัดสรร "Human Flow" เข้ามาฉายในไทย
คุณอวิกา: ภาพยนตร์เรื่อง "Human Flow" จะพูดถึงเรื่องผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นประเด็นที่วิกฤตและเป็นสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยอยู่ 65 ล้านคน จริงๆ อย่างพวกเราเองปัญหานี้จะเห็นในข่าวบ่อยๆ แต่อาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในหนังเรื่องนี้สะท้อนเรื่องผู้ลี้ภัยว่ามันคือเรื่องของมนุษย์กับมนุษย์ มันพูดถึงเรื่องของมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ซึ่งจริงๆ ทุกคนควรจะทำความรู้จักและทำความเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาของมันได้ มันอาจจะทำให้เกิดแอคชั่นบางอย่างที่เราในฐานะมนุษย์ด้วยกันจะช่วยเหลือทำให้สถานการณ์หรือเหตุการณ์นี้คลี่คลายได้ดีขึ้น และภาพยนตร์เรื่อง "Human Flow" ก็มีความน่าสนใจที่ผู้กำกับคือ "คุณอ้าย เว่ย เว่ย" เขาเป็นศิลปินชาวจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก และเป็นเหมือนกับผู้ทรงอิทธิพลกับคนรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่แล้วผ่านความคิดและมุมมองของศิลปินอย่างอ้าย เว่ย เว่ยมันจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เป็นการเอาประเด็นที่ค่อนข้างซีเรียสและอาจจะไกลตัวทำให้ดูใกล้ตัวขึ้น และสื่อสารในเชิงของศิลปะที่ทำให้ดูง่ายขึ้น
ความยากลำบากของผู้กำกับ "อ้าย เว่ย เว่ย" ในการถ่ายทำ
คุณอวิกา: ในภาพยนตร์เรื่อง "Human Flow" ในเชิงของการทำงาน "คุณอ้าย เว่ย เว่ย" เขาใช้เวลาในการทำงานกับโปรเจกต์นี้ประมาณ 2 ปี เก็บข้อมูลประมาณ 1 ปี และเดินทางเข้าไปหาและสำรวจชีวิตกลุ่มผู้ลี้ภัยใน 23 ประเทศ ทั้งหมดประมาณ 40 กว่าแคมป์ผู้ลี้ภัย และเขาได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยจริงๆ ประมาณ 600 คน และถ่ายฟุตเทจความยาวประมาณ 900 ชั่วโมง คัดลงมาเป็นหนังความยาวประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ทั้งหมดจะทำให้เราได้เห็นการสำรวจชีวิตจริงๆ และเราจะได้เห็นภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เขาได้เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงภัย สามารถเก็บภาพมาได้ และนำเสนอผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงๆ เรื่องนี้จุดที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือการถ่ายภาพ เนื่องจากได้ตากล้องที่มีชื่อเสียง 12 คน หนึ่งในนั้นคือ "คริสโตเฟอร์ ดอยส์" ซึ่งเป็นช่างภาพที่คนไทยคุ้นเคย เพราะทำงานกับผู้กำกับ "หว่องกาไว" มาหลายเรื่อง เป็นหนังที่ผสมศิลปะเข้าไปในการนำเสนอ สอดแทรกประเด็นที่เชื่อว่าทุกคนดูแล้วต้องเกิดความคิดที่อยากจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
คุณอรุณี: อย่างหนึ่งที่ "อ้าย เว่ย เว่ย" ต้องการจะสื่อในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ตอนนี้เป็น "วิกฤต" ในช่วงเวลาของเราทุกคน แต่เขาอยากจะให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเห็นวิกฤตตรงนี้ และในช่วงต่อๆ ไปพวกเขาจะเป็นคนที่ลงมือทำอะไรเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ลี้ภัย ซึ่งเราคัดเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้ "ฉายเปิด เทศกาลภาพยนตร์ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 7" ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ทาง "สหมงคลฟิล์มฯ" ก็ให้ความกรุณากับเราอีกหนึ่งเรื่องคือ "The Zookeeper's Wife" ซึ่งเรื่องนี้จะพาเราไปสัมผัสกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
คุณอวิกา: "The Zookeeper's Wife" เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เสียสละโดยการยกบ้านของตัวเองซึ่งเป็นสวนสัตว์ให้เป็นที่พักพิงให้กับผู้ลี้ภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยที่มันเกิดมาต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย
คุณอรุณี: เหมือนย้อนกลับไปทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองว่าสมัยเมื่อ 70 กว่าปีที่ผ่านมา โลกเป็นแบบนั้นแล้วทำไมตอนนี้ยังมีวิกฤตของผู้ลี้ภัยอยู่ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้พิเศษเลย โดยเฉพาะเรื่อง "Human Flow" ที่จะเข้าฉายไทยวันที่ 21 ธันวาคมนี้ แต่เราได้มาฉายใน "เทศกาลภาพยนตร์ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 7" นี้ก่อนเลย ซึ่งในเทศกาลนี้จะฉายหนังทั้งหมด 6 เรื่อง คือ "Human Flow", "The Zookeeper's Wife", "Return to Homs", "Cast from the Strom", "After Spring" และ "Refugee: The Eritrean Exodus"
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยซีเรีย สิ่งที่เป็นความประทับใจที่เราได้เห็นคือ "UNHCR" เปลี่ยนทะเลทรายและวางผังเมืองให้กับผู้ลี้ภัยในช่วงเวลาที่เขาจำเป็นจะต้องมาอยู่ที่นั่น เราจะวางเลยว่า โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์ที่ให้เด็กหรือเยาวชนมาทำกิจกรรมด้วยกันจะต้องอยู่ที่ไหน เพราะเวลาที่คนๆ หนึ่งตกอยู่ในสถานะที่เป็นผู้ลี้ภัย เขาไม่ได้หมดความเป็นคน เขายังต้องใช้ชีวิต ต้องไปเรียน เจ็บป่วยก็ยังต้องไปโรงพยาบาล และเราเองจะไม่หยุดที่จะสร้างชีวิตของตัวเองขึ้นมา เขาก็อยากจะเรียนเพิ่ม อยากจะทำงาน
"UNHCR" จะทำงานเป็น 3 ขั้นตอน คือ ช่วงที่ 1 Emergency คือคนกำลังออกมา ช่วงที่ 2 คือช่วงฟื้นฟูชีวิตตรงนี้ใช้เวลายาวนานประมาณ 20 ปี และช่วงที่ 3 คือการหาทางออกที่ถาวรให้เขา คือการที่เขาได้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่ 3 ภาพยนตร์ทั้ง 6 เรื่องนี้จะทำให้เราได้เห็นแบบครบรส ต้นตอ การใช้ชีวิต และพาไปดูว่าคนที่ออกมาจากสถานะผู้ลี้ภัยแล้วจะต้องทำยังไงต่อไป
ภาพยนตร์เรื่อง "The Zookeeper's Wife" จะฉายรอบทั่วไปในวันที่ 9 ธันวาคม เวลา 14.30 น. และวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 19.30 น.