เปิดโลกไสยเวทพูดคุยกับ “ต้อม-ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์” ผู้กำกับต้นฉบับความขมังเวท ที่จะกลับมาสร้างตำนานบทใหม่ใน “จอมขมังเวทย์ 2020”
5 days ago 0
Share

Featured Movie

Necromancer2020-Still51

 

ห่างหายจากงานกำกับภาพยนตร์ไปนานพอสมควร กลับมาครั้งนี้มองวงการหนังไทยเป็นอย่างไร

มันก็หลากหลายขึ้นกว่าเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว (งานกำกับเรื่องท้ายสุดคือ “ฮาชิมะโปรเจกต์” เมื่อปี 2556) อย่างเรื่อง “จอมขมังเวทย์” (2548) นี่มันหายไปนาน 14-15 ปีได้ เพราะว่ามันไม่มีใครอยากจะทำหนังแนวนี้ ด้วยงบประมาณที่มันสูงกว่าเรื่องอื่นๆ แต่มาในปีนี้มันก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้ทำอะไรแปลกๆ ให้คนดูกัน

 

จุดเริ่มต้น-ที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้

จริงๆ ผมว่ามันก็รอเวลาที่เหมาะสมด้วยมากกว่า มันไม่เหมือนเดิมจากสิบกว่าปีที่แล้ว อย่างวิธีคิดของการต่อสู้ระหว่างความดีกับความเลว แต่มาในยุคนี้ทั้งเทคโนโลยีและความคิดของคนเรามันเริ่มเปลี่ยนไป ความเชื่อความศรัทธาเริ่มเปลี่ยนไป จะว่างมงายก็ไม่ใช่ละ มันกลายเป็นเรื่องของศรัทธา เราก็หยิบตรงนี้มาเล่นว่า ยุคนี้เขาศรัทธาอะไรและยุคก่อนศรัทธาอะไร มันเลยมีความหมายว่า ถ้าสองความศรัทธาหรือสองความเชื่อเนี่ยมาเจอกัน อยู่คนละยุค มันจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะมีให้เราคิดได้ว่า มันถึงเวลาที่จะให้เราเล่าแอคชั่นที่เป็นเรื่องความเชื่อของคนยุคเก่าและยุคปัจจุบันนี้ มันจะเป็นยังไง มันค่อยๆ คิดนะครับ เพราะเวลาที่คิดไม่ออกผมก็จะไม่ทำ แต่เวลาที่มันคิดได้ เราก็รู้สึกว่าถ้าเราคิดประเด็นนี้ออกปุ๊บเนี่ย เราน่าเอามาเล่นนะ เล่นแล้วคนยุคปัจจุบันก็อินกับเรื่องราว เพราะเค้ามีความเชื่อของเค้า แต่สำหรับเราก็อาจมีความเชื่อของยุคเก่าอยู่ ถ้ายุคใหม่เค้าเชื่ออย่างนี้ เราจะโต้แย้งเค้ายังไง หรือว่าเราจะร่วมศรัทธาไปกับเค้าหรือเปล่า มันก็มีความคิดอย่างงี้อยู่ ผมก็ว่าประเด็นนี้น่าจะเอามาอยู่ในหนังได้ เรื่องความเชื่อของแต่ละยุค

 

แฟนหนัง “จอมขมังเวทย์” ก็มีถามถึงโปรเจกต์ภาคต่อด้วย

ส่วนตัวผมก็มีคิดถึงหนังเองด้วย แล้วก็คือไม่ได้เข้าข้างตัวเอง แต่แฟนหนังเก่าๆ เค้าก็อยากให้มีภาคสองขึ้นมา แฟนๆ ก็ถามมาเรื่อยๆ เค้าบอกอยากดูเรื่องนี้มากกว่า พอดีกับที่องค์ประกอบต่างๆ มันถึงพร้อมด้วยก็เลยได้ทำครับ

 

คอนเซปต์ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไร

คอนเซปต์ผมคิดถึงเรื่องยุคสมัยมากกว่า แล้วก็ความเชื่อที่เรารู้สึกว่า บางอย่างเราคิดว่ามันงมงายแต่จริงๆ แล้วมันอยู่ใกล้ๆ รอบตัวเราหมดเลย เราแขวนพระ เราไหว้พระโน้นพระนี้ เพื่อให้เรารู้สึกว่ามันเป็นได้จริง และรู้สึกว่าเรามีเพาเวอร์มีกำลังขึ้น เรามีศรัทธาในตัวเองขึ้น มันก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ยุคนี้เป็น มีเรื่องยันต์-คาถาเหล่านี้อยู่ สมัยก่อนเราจะเน้นกราบไหว้ แต่ปัจจุบันมันหมายถึงเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องพลังจิต เรื่องพลังของโลกนี้ พลังของจักรวาล คือสองอย่างนี้มันจะแมตช์กันได้ยังไง อันนี้คือคอนเซปต์ที่เราเอามาพูดถึงความเชื่อของสองยุคมาเจอกัน เราจะเชื่ออะไรมากกว่ากัน

ความคิดของการปะทะกันเรื่องความเชื่อของตัวเอง คนรุ่นใหม่ก็ไม่เชื่อรุ่นเก่า รุ่นเก่าก็ไม่เชื่อรุ่นใหม่เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วผมว่ามันเป็นศาสตร์เดียวกัน แต่ว่ามันแตกแขนงออกไป เพียงแต่ว่าใครก็แล้วแต่จะหยิบจับพูดถึงตรงไหนของมันมากกว่า เราใช้คำว่าจิต คำว่าคาถาอาคม มันคนละอย่างกัน แต่จริงๆ มันคืออันเดียวกัน มันคือสมาธิ มันคือสิ่งที่เรากำหนดได้อะไรอย่างนี้

 

Necromancer2020-Still48

Necromancer2020-Still27

Necromancer2020-Still47

 

ส่วนตัวมีความเชื่อมากน้อยแค่ไหนในเรื่องศาสตร์ลึกลับ

ศาสตร์ลึกลับผมว่ามันมีจริง เพียงแต่ว่าเราไปไม่ถึงตรงนั้น หมายความว่า เราไม่สามารถนั่งสมาธิจนเราบรรลุ แต่คนไปถึงเค้าก็จะบอกว่าไปถึง มันมีอะไรอย่างนี้ พิสูจน์ได้อย่างแรกเลยคือ ผมคิดว่าทำดีได้ต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว มันจะมีกฎกติกาของในโลกนี้อยู่ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเชื่อว่า พระทำอย่างนี้ได้ คนๆ นี้สามารถทำอะไรที่แปลกๆ ได้ ผมว่ามันก็อาจจะเป็นจริงก็ได้ เพียงแต่ว่าจิตเค้าสั่งรึเปล่า จิตเค้าสั่งให้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แล้วคนที่โดนสั่งนั้นเห็นเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า อาจจะเป็นเพราะการใช้จิตก็ได้ ก็คือถ้าใครสัมผัสมันได้ก็จะรู้สึกว่านี่มันจริงมากเลย ก็เหมือนเราไปอบรมอะไรซักอย่าง แล้วเรารู้สึกว่าครูคนนี้เค้าเก่งจังเลย ทำให้เราบรรลุความคิดได้ ประสบความสำเร็จได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องของวิธี กฎกติกาของแต่ละคนแต่ละอย่างมากกว่า ที่จะทำให้เห็นอะไร เป็นอะไร คนไม่ไปยุ่งก็ไม่เห็น ถ้าคนเข้าไปยุ่งแล้วถูกเป้าจริงๆ ก็อาจจะเห็นก็ได้ อะไรอย่างนี้ครับ

 

เรื่องราวของ “จอมขมังเวทย์ 2020″

บอกก่อนเลยว่า “จอมขมังเวทย์ 2020″ ไม่ใช่หนังรีเมก ไม่ใช่หนังย้อนอดีต เป็นหนังภาคต่อเนื่อง เป็นหนังต่อภาคเลยฮะ คนจะไปคิดว่าจะเหมือนหนังฝรั่งที่เอามาทำใหม่เป็นเวอร์ชันรีบูต ไม่ใช่ฮะ

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ครอบครัวถูกฆาตกรรมที่มันไปโยงใยกับเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ตัวเค้าเองก็เดินทางไปหาความจริงแล้วก็แก้แค้นคนที่ฆ่าครอบครัวเค้า แต่การเดินทางไปเนี่ยก็จะเจอกับสิ่งลี้ลับขึ้นมาทุกครั้ง จนตัวเค้าเองรู้สึกว่าคนที่ไปแก้แค้นด้วยเนี่ยไม่ใช่คนปกติธรรมดาแล้ว เค้าจึงต้องเอาตัวเข้าไปแลก หมายความว่าถ้าเกิดว่าคุณฆ่าใครด้วยไสยศาสตร์ คนนั้นหนังเหนียว ตัวเค้าเองก็จำต้องเป็นคนอย่างนั้นด้วย ยิ่งรู้ลึกเท่าไหร่ ตัวเองก็ยิ่งลึกเข้าไปเท่านั้น เค้าก็สร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นจอมขมังเวทอีกคนหนึ่ง แต่คนที่เค้าต่อสู้ด้วยเนี่ยมันแข็งแรงเกินกว่าที่เด็กรุ่นใหม่อย่างเค้าจะต่อกรด้วย แล้วมันก็จะมีคนร่ำลือกันถึงจอมขมังเวทตัวพ่อ แล้วทีนี้อยู่ไหนล่ะ ตอนนี้ทุกอย่างมันเลยโยงเข้าหาคำว่าจอมขมังเวททุกอย่าง ความลับที่มันเริ่มเปิดเผยขึ้น หรือว่าฆาตกรที่เริ่มจะเฉลยตัวขึ้น หรือจอมขมังเวทคนไหนที่จะเข้าไปปะทะกัน ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องของวิธีของจอมขมังเวทแต่ละคนที่จะใช้ศาสตร์อาคม เวทมนตร์ ไสยศาสตร์ต่างๆ มาต่อสู้กันว่าใครจะแจ๋วกว่ากัน

 

คาแร็กเตอร์หลักในเรื่องนี้

“วิน” (หมาก ปริญ) เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีความไม่เชื่อกับศาสตร์พวกนี้อยู่ ไสยศาสตร์ ความงมงาย แต่วันหนึ่งต้องเปลี่ยนความคิดเพราะตัวเองเจอและเห็นของจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวตัวเอง เลยต้องมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง คือถ้าอยากจะชนะ คุณก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันจะชนะทางอ้อมไม่ได้ แล้วโดยส่วนตัวเค้าเองก็เป็นไฟต์เตอร์อยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าการยอมแพ้มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ มันจะมีความบ้าของเด็กรุ่นใหม่อยู่ จะเป็นลักษณะที่ไม่เชื่อ ไม่ยอม กูไม่แพ้ แล้วมันก็ส่งผลมาทางตัววินเองที่จะต้องเอาชนะให้ได้ อันนี้คือตัวแทนของความคิดของเด็กสมัยนี้มากกว่า และจากความไม่ยอม ตัววินเองก็เลยต้องสูญเสียอุดมการณ์บางอย่าง มันเหมือนยาเสพติด ยิ่งทดลองเข้าก็ยิ่งติด ยิ่งติดก็ยิ่งใช่ ยิ่งถูกต้อง อันนี้คือผลลัพธ์ของมัน คือมันยอมเสียตัวตนเพื่อแลกกับศรัทธาอะไรบางอย่าง

“อิทธิ” (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) เป็นตำรวจเก่าที่ลุ่มหลงไปทางด้านไสยศาสตร์เพื่อการเอาชนะอย่างเดียว เป็นตำรวจที่เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์และตามจับคดีแปลกๆ แต่ละคดีในสมัยก่อน มีใครฆ่ากันตายโดยหาสาเหตุไม่ได้ อิทธิก็จะเป็นคนไขข้อข้องใจ ไขปริศนานั้นที่จะเฉลยว่ามันเป็นเพราะมีคนเล่นไสยศาสตร์ใส่นี่เอง แต่ยิ่งสืบหาไปเท่าไหร่ พวกคาถาอาคมก็ยิ่งเข้าตัวเท่านั้น มันเหมือนยาเสพติดอย่างที่บอก มันยิ่งเสพมันยิ่งเลิกไม่ได้ มันยิ่งต้องมากขึ้นๆๆ จนกลายเป็นจอมขมังเวท ตัวอิทธิเองเนี่ยมักจะถูกจอมขมังเวทรุ่นเก่าๆ มาท้าทายอยู่ตลอดเวลา การกลับมาครั้งนี้เขาก็ถูกจอมขมังเวทรุ่นใหม่ท้าทายไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นวิถีของคนที่ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้

“ก็อด” (ก๊อต จิรายุ) เป็นนักธุรกิจที่มั่นใจ เติบโต และทำทุกอย่างมาด้วยตัวเอง ล้มเหลวก็ด้วยตัวเอง จนวันหนึ่งก็มาเจอครูเมย์ที่ทำให้เขารู้ว่าที่มันผิดพลาดมาก็เพราะความคิดตัวเองมันไม่เข้าร่องเข้ารอย ครูเมย์ทำให้ก็อดประสบความสำเร็จอีกครั้งได้เพราะวิธีคิดและดำเนินงานตามรอยที่ครูเมย์บอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวก็อดเองก็จะมีความแปลกประหลาดในตัวเอง ก็อดจะคิดว่าตัวเองเป็นซาตานที่กลับชาติมาเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเค้าคิดว่าตัวเค้าอยู่ได้เพราะบูชาพวกนี้ เพราะฉะนั้นความยิ่งใหญ่ของเค้าเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนเค้าคิดได้ว่า ไอ้คำว่าจอมขมังเวทเนี่ย มันไม่ใช่ของคนอื่นแต่มันเป็นของตัวเค้าเอง

“ครูเมย์” (สินจัย เปล่งพานิช) เป็นคนที่เคยผิดพลาด ผิดหวัง ล้มเหลวมาก่อน แล้วก็สร้างตัวเองมาได้เพราะคำสอนของศาสนา แต่ก็นำไปใช้ในทางทำมาหากิน ครูเมย์จะรู้ว่าคนทั่วไปทุกวันนี้จะเปราะบางกับชีวิต เพราะฉะนั้นครูเมย์จึงต้องเอาเกราะป้องกันความคิดไปใส่ให้กับคนเหล่านั้นให้แข็งแรงขึ้น และทุกคนเลยศรัทธา เปรียบเหมือนเป็นศาสดาคนหนึ่ง เค้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ ถ้าผู้วิเศษแปลว่าเป็นจอมขมังเวทได้ เค้าก็คงเป็นจอมขมังเวทคนหนึ่งเหมือนกัน ที่สามารถทำให้คนร้องไห้ได้ คนไปผูกคอตายได้ ทำโน่นทำนี่ได้โดยใช้แค่คำพูด วิธีที่เค้าหาเงินมันเป็นวิธีที่ไม่ค่อยขาวสะอาดนัก เพราะมันเล่นกับความเชื่อของคนซึ่งมันมีมูลค่ามหาศาล บังคับทุกอย่างที่ศรัทธาเค้า โดยที่เค้าคิดว่าไม่ผิด เพราะเค้าก็ทำตามคำสอนศาสนา แต่เค้าแค่แปลคำสอนศาสนาให้ขยายขึ้น แล้วคนเชื่อในศรัทธานั้น เชื่อว่าเค้าเองเป็นคนที่สอน แต่ไม่ใช่ มันมีคัมภีร์อีกคัมภีร์ที่เค้าไปเอามา

“หมวดการ์ตูน” (คิทตี้ ชิชา) เป็นนายร้อยตำรวจหญิงที่มีความคิดเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ เท่าไหร่ ไม่เชื่อแม้กระทั่งหัวหน้าตัวเองด้วยซ้ำ คือเค้าจะมีความคิดของเค้าเอง แต่เวลาที่อยู่ในองค์กรข้าราชการ มันเป็นการผิดมากที่ไม่เชื่อผู้บังคับบัญชา ทีนี้ความโต้แย้งในหัวสมองของการ์ตูนเริ่มผิดแผก คือเค้าไม่ได้เชื่อเลยนะกับการมีไสยศาสตร์อยู่ในโลกนี้ หมวดการ์ตูนจะมีนิสัยแบบนักวิทยาศาสตร์คือทดลอง ทุกอย่างต้องวิเคราะห์ก่อน ต้องหาเหตุผลก่อน ต้องมีข้อมูลก่อน หมวดการ์ตูนจะเป็นคนอย่างนี้ จนกระทั่งการที่จะต้องเข้าไปสืบคดีฆาตกรรมลึกลับนี้และต้องข้องเกี่ยวกับพวกจอมขมังเวทก็อาจจะเปลี่ยนความคิดบางอย่างของเธอไปได้

“นาว” (แพร์ พิชชาภา) แฟนสาวของวิน เป็นนักแสดง-นางแบบที่ไม่ค่อยรุ่งซักเท่าไหร่ คือตัวเค้าผิดหวังกับการที่ไม่โด่งดังซักที เป็นตัวละครที่ใฝ่สูงแต่ก็ไปไม่ถึง เค้าก็เลยมาเจอครูเมย์ที่เป็นคนบอกทางสว่างและวิธีดำเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จให้ ซึ่งมันก็จริง นาวเลยมีความคิดว่าครูเมย์เป็นเหมือนพระเจ้าของเค้า เป็นเหมือนแม่สำหรับเค้า นาวค่อนข้างจะน่าสงสาร คือหาความรักแท้ๆ ไม่ได้แม้กระทั่งกับตัวเองด้วยซ้ำ ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานความฝันที่จะมีชีวิตดีๆ เป็นเจ้าหญิงในห้องหรูหรา ซึ่งทำให้เธอทำอะไรก็ได้ คบใครก็ได้ที่จะทำให้สภาวะของตัวเองดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น ตัวนาวมีส่วนเรื่องนี้เพราะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครูเมย์ ทุกอย่างก็กลายเป็นว่าครูเมย์เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดจอมขมังเวททั้งหลายแหล่เข้ามาอยู่ด้วยกัน

 

Necromancer2020-Character-Poster-Set

 

อาคม-พลังพิเศษของเหล่าจอมขมังเวท

เริ่มที่ “วิน” ความสามารถเบื้องต้นก็คือหนังเหนียว แต่จริงๆ แล้วคือตัววินจะได้ของที่ปลุกเสกมาจากอาจารย์ของพ่อก็คือตัว “มอม” ที่จะปล่อยออกมาช่วยต่อสู้ได้ จริงๆ แล้วก็ยังสามารถเสกตะปู และของขลังทุกอย่างใส่ไปในตัวของคนได้ ก็เหมือนทำลมเพลมพัดได้ ทำเป็นยาสั่งได้ สั่งให้คนนี้เอาของเข้าตัว อย่างนี้ได้หมด แล้วก็มีคาถาต่อกระดูก สามารถต่อกระดูกตัวเองได้ในสภาวะที่ตัวเองกระดูกหัก ต่อได้แต่แค่ให้เข้ารูปได้อะไรประมาณนี้ อันนี้คือจอมขมังเวทยุคใหม่ที่ยังไม่ได้อัปเกรดเท่าไหร่ แต่การอัปเกรดของตัวหมากก็จะมีตัวเหล็กไหลเป็นเกราะป้องกันของตัว วินจะมีของพิเศษกว่าคนอื่นก็คือมีเหล็กไหลอยู่ในตัว แทงฟันไม่เข้า สามารถปล่อยเหล็กไหล บังคับเหล็กไหลได้

“อิทธิ” เป็นจอมขมังเวทท็อปฟอร์มมาก ก็คือเป็นจอมขมังเวทที่บริกรรมคาถามานานมาก คือสมาธิสูงมาก อยู่กับตัวเอง เราจะเห็นเกจิอาจารย์ที่เข้าไปนั่งสมาธิเพื่อเสริมบารมีและจิต สั่งจิตได้ สั่งให้คนเห็นไฟลุกที่แขนได้ สั่งให้คนคิดว่าเป็นจระเข้ได้ สั่งให้คนเห็นเป็นต่อเป็นแตนได้ อันนี้เป็นวิธีที่นั่งสมาธินานๆ ที่เรียกว่า “กสิณ” สั่งว่าเป็นกสิณไฟ กสิณน้ำ คืออันนี้ถ้าเราพูดถึงเรื่องที่มาที่ไปก็คือ เค้าใช้จิตสั่งได้ ก็คือพวกที่สมาธิสูงมากๆ แต่ว่าด้วยศักยภาพของเค้าในภาคแรกคือโดนดูดยันต์ไปหมดแล้ว สภาพของอิทธิก็จะหนังเหนียวได้ไม่เยอะ แล้วด้วยอายุก็จะมีปริมาณที่แอคชั่นกับรุ่นใหม่ได้น้อย แต่สมาธิเรื่องเสกของจะเยอะมาก จะแข็งแรงกว่าคนอื่น และวิชาที่อิทธิทำเป็นออริจินัลก็คือ “นะจังงัง” ที่ปล่อยพลังให้คนหยุดอยู่กับที่ได้

ส่วน “ก็อด” จะเป็นจอมขมังเวทที่ผ่าเหล่ากว่าคนอื่นมาก ก็คือจริงๆ บูชาหัวแพะ บูชาหนังคน เพื่อให้ตัวเองมีบารมีขึ้น บูชาหลักๆ ของเค้าคือที่แขนจะมีรอยสักตะขาบตัวใหญ่ๆ อยู่ จะสักน้ำมัน เพื่อที่จะเวลาอยู่ปกติธรรมดาจะไม่เห็น แต่เวลาที่เกิดอากาศร้อน แดดร้อน หรือโดนไฟ ไอ้ผื่นตรงที่สักมันจะขึ้นมาเป็นรอยแดง ตรงหน้าอกก็อดจะเป็นวัวธนูตัวใหญ่เต็มหน้าอกเลย อันนี้จะเป็นสัตว์ที่คุ้มครองก็อด เค้าสามารถที่จะเสกตะขาบได้ เสกวัวธนูได้ จะแข็งแรงทางด้านหนังเหนียวและกสิณ แล้วเรื่องกสิณเนี่ย เวลาบังคับหรือปล่อยให้ใครหรือกำหนดใครเนี่ยจะค่อนข้างจะเกือบเท่ากับของอิทธิเลย เพราะว่าก็อดจะคิดว่าตัวเองผ่านการเป็นซาตานในตัวเองมาหลายร้อยปีมาก จะมีความคิดอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา คือจะไม่เชื่อใคร ทุกคนอ่อนด้อยหมดเลย เค้าอยากจะเจอกับอิทธิที่เป็นจอมขมังเวทตัวท็อปเลย เพื่อจะเอาของและดูดพลังจากอิทธิ

 

การแคสติ้งทีมนักแสดงเรื่องนี้

แคสต์ของ “จอมขมังเวทย์” ต้องคิดอย่างเดียวเลยว่าคือต้องเป็น “พี่นก ฉัตรชัย” ก่อน เพราะเค้าเป็นออริจินัลของหนังจอมขมังเวทย์ ส่วนคนอื่นๆ ผมจะแคสต์มาจากการที่แอคชั่นได้ แอคติ้งได้ ผมเคยร่วมงานกับ “หมาก ปริญ” แล้วเห็นความตั้งใจของเค้า ท่าหมากแอคชั่นมันสวย ก็เลยคิดว่าเอาหมากนี่แหละมาเป็นตัว “วิน” และในตัวหมากเองมันจะมีความดราม่าอยู่ อย่างคนอื่นเราจะเห็นความคอเมดี้ แต่ในตัวหมากเนี่ยมันจะดราม่าเยอะ แสดงว่าคาแร็กเตอร์นี้เหมาะกับเค้าละ แอคชั่นก็ได้ และบังเอิญว่าเวลาที่เค้ามาเล่นเรื่องนี้ เค้าคุ้นกับนักแสดงคนอื่น มันก็เป็นอะไรที่ไม่น่าจะยากสำหรับการที่จะร่วมงานกัน และด้วยระยะเวลาขนาดนี้หมาก ปริญก็เลยเป็นอันดับต้นๆ ของการแคสติ้ง

ตัว “ก๊อต จิรายุ” คือผมเคยร่วมงานกับก๊อต เชื่อว่าเค้ามีความคิดแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านเค้า ยังไม่ต้องพูดถึงแอคชั่นนะ เพราะว่าก๊อตเนี่ยเรียนมาเพื่อแอคชั่นอยู่แล้ว คาแร็กเตอร์นี้ผมใช้ชื่อว่า “ก็อด” คือตัวละครคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า มันก็เลยต้องอย่างนี้ มันต้องมีความก้าวร้าว ต้องมีความทะเยอทะยาน ต้องมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักธุรกิจใหญ่และเป็นจอมขมังเวทอีกคนหนึ่ง ก็เลยไม่ได้เป็นอะไรที่ยากกับการที่จะเลือกก๊อตมาเป็นจอมขมังเวทอีกคน

สำหรับนักแสดงหญิงอย่าง “พี่นก สินจัย” ผมคิดไว้อยู่แล้วว่า ถ้าเราวางคาแร็กเตอร์ขนาดที่เป็นคนบังคับจิตใจคนได้ สามารถพูดอะไรประโยคสองประโยคแล้วคนเชื่อได้ว่ามันเป็นจริง ผมว่านักแสดงในเมืองไทยมีน้อยมากที่จะทำอย่างนี้ได้ เพราะฉะนั้นพี่นกหญิงก็จะกลายเป็น “ครูเมย์” โดยที่เรารู้สึกว่าทรงพลัง แล้วก็มีความเชื่อว่าเค้าเป็นจริง เชื่อแม้กระทั่งว่าเค้าสามารถที่จะคิดว่าตัวเองเป็นจอมขมังเวทอีกคนเลยก็ได้ แล้วนักแสดงอื่นอยู่กับเค้าแล้วเนี่ยมันเห็นถึงพลัง เวลาเราอยู่ในเฟรม อยู่ในเซตเอง เราเห็นพลังของเค้าเยอะมาก เพราะฉะนั้นคือนักแสดงเบอร์ขนาดนี้ผมว่าก็ต้องเป็นพี่นกหญิงครับ

“คิทตี้ ชิชา” เป็นตัวแทนของความไม่เชื่อ ซึ่งตัวน้องเองเป็นคนที่มีคำถามเยอะมาก เพราะฉะนั้นคือไอ้การที่นักแสดงที่ถามเยอะขนาดนี้ ผมว่าเค้าอินกับตัวละคร และเค้าหาความหมายของตัวละครตัวนี้ว่ามันคิดอะไรอยู่ “หมวดการ์ตูน” ที่เป็นคนไม่เชื่ออะไร อยากจะได้ไอ้นี่ อยากจะทำไอ้นี่ กูต้องทำให้ได้ อันนี้คือคาแร็กเตอร์ตรงเป๊ะ ตอนแรกผมยังคิดว่ามันจะขืนๆ รึเปล่าเวลาเล่น แต่พอเล่นไปเล่นมา เออเว้ย…มันเป็นวิธีคิดของเด็กยุคนี้ซึ่งเราไปกำกับมากไม่ได้ กำกับเยอะมันจะกลายเป็นตัวเรา มันไม่ได้เป็นวิธีคิดของวัยรุ่น ผมว่าตัวคิทตี้นี่ก็ตรงกับคาแร็กเตอร์นี้

“แพร์ พิชชาภา” ตัวแพร์เนี่ยหน้าตาจะเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งถามว่าดีมั้ย ผมว่ามันมีข้อดีของมัน คือเราทำให้ในฉากแต่ละฉาก ความคิดของตัวละครเปลี่ยนได้โดยเรารู้สึกว่าไม่เคอะเขิน เพราะตัวน้องมันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งหน้าตา ความรู้สึก ในขณะนี้เค้ามีความเชื่ออย่างนี้ เค้ามีความหลงใหล มีความเพ้อฝัน ผมว่าตัวแพร์เล่นกับก๊อตกับหมากได้ลงตัว โดยที่เนียนไม่เขินว่าตัวละครตัวนี้จะมาหลงใหลอะไรขนาดนี้นะ เค้ามีวิธีเล่นที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ…ลึกๆ แล้วเค้ามีความทะเยอทะยาน เค้ามีความใฝ่สูงอยู่ ซึ่งตัดกลับมาตัวจริงของน้องเองเนี่ย เป็นคนบ๊องๆ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ มันเล่นดี มันเล่นให้เราเชื่อได้ว่า เยอะไปแล้วนะอะไรอย่างนี้ ตัวแพร์นี่ก็เวิร์ก

 

Necromancer2020-Still29

Necromancer2020-Still30

Necromancer2020-Still37

Necromancer2020-Still25

Necromancer2020-Still28

Necromancer2020-Still52

 

ตอนไปพูดคุยชักชวน “พี่นก ฉัตรชัย” ให้กลับมารับบทใน “จอมขมังเวทย์ 2020” นี้เป็นอย่างไร

จริงๆ ในภาคที่แล้วยังไม่ได้ตาย มันเป็นการต่อสู้กับคนที่มาเทียบชั้นเค้า และการต่อสู้นั้นเค้าได้พ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเค้าตาย เค้าก็คิดว่า “ไหวเหรอวะต้อม” แอคชั่นเค้าจะไหวรึเปล่ามากกว่า ผมว่าไหว เพราะเราไปแอคชั่นเหมือนกันหมดไม่ได้ คือคนรุ่นใหม่ก็ได้แอคชั่นอีกอย่าง รุ่นใหญ่ก็ต้องแอคชั่นอีกอย่าง ซึ่งมันก็ไปด้วยกันได้ เวลาที่ผมทำงานแล้วเนี่ย ผมค่อนข้างจะเร็ว แล้วยิ่งทำกับพี่นกเนี่ย คือเหมือนมองตาก็รู้ว่า ประมาณนี้นะ ไม่ใช่ก็เอาอีกทีสิ คือเราช่วยกันอะไรแบบนี้ เวลาอยู่ในกองเราทำงานเป็นทีม พี่นกเค้าก็เป็นทีมงานของเรา เป็นทีมงานช่วยกันทำให้มันเสร็จ เหมือนกับภาพที่เราคิดไว้ คนอื่นก็เป็นเหมือนกัน เพราะว่าด้วยความที่มีพี่นกเป็นที่ตั้งของจอมขมังเวทแล้ว จอมขมังเวทคนอื่นๆ ก็จะเห็นเป็นทีมเดียวกัน แต่ทีมๆ นี้ใครเล่นเป็นตัวอะไร เค้าจะรู้จังหวะของเค้าเอง ความเกรงกลัวเวลาอยู่ในฉากก็จะไม่มี อย่างหมากกับก๊อตเองก็เคารพพี่นกฉัตรชัยอยู่แล้ว แต่เวลาอยู่ในฉากด้วยกันแล้ว ไม่ได้ยอมกันเลย ด้วยแววตา ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง แทนที่คนนี้พี่เรานะเว้ย เราไม่สามารถที่จะเล่นอะไรที่มันเกินเลยได้ แต่นี่ไม่ใช่ นี่คือวัดกันตรงๆ เลยว่า เล่นมาเท่าไหร่ เดี๋ยวกูกลับไปอีกเท่านึง เวลาพวกนี้อยู่ด้วยกันในฉากมันเลยมันส์ มันเลยรู้สึกว่าทรงพลัง เพราะว่าทุกคนไม่ยอมกัน

 

การร่วมงานและการปะทะกันของทีมนักแสดงทีมนี้

คือเวลาที่เบอร์นักแสดงขนาดนี้มาเจอกันเนี่ย ผมไม่กล้าเอาคนที่เล่นแล้วไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกัน มันเหมือนอยู่คนละประเทศ ผมใช้คำว่าถ้าเราดูหนังเรื่องนี้มันต้องเป็นจอมขมังเวทย์ทุกคนเลย มีตัวละครที่ซับซ้อน  มีตัวละครที่หลงใหล มีตัวละครที่ทะเยอทะยาน มันเป็นก้อนเดียวกัน เป็น “จอมขมังเวททางการแสดง” ทุกคน ผมว่าร้ายทุกตัวเลย

อย่างการปะทะกันของทีมจอมขมังเวทนี้ อย่างแรกที่คาดหวังเนี่ย คือผมอยากดูการแสดงที่เค้าห้ำหั่นกันทางด้านการแสดงและไม่ยอมกัน ผมว่าสนุกที่สุดคือวิธีคิดว่าอีกตัวคิดอะไรอยู่แล้วรู้สึกอะไร เพราะฉะนั้นแอคชั่นมันเลยตามมา คือความไม่ยอม คือถ้าความคิดของอีกคนแพ้ อีกคนก็จะต้องไม่ยอม ในเมื่อความคิดแพ้แต่ตัวกูไม่แพ้ แรงกูสู้ได้ มันก็จะเป็นการห้ำหั่นกันด้วยอารมณ์และก็ด้วยความคิด ผมว่าสามคนนี้ (หมาก-พี่นกชาย-ก๊อต) อยู่กันทีไรผมว่ามันได้เรื่องทุกที เดือดครับ ผมว่าถ้าเรามานั่งดูหนังกันแล้วเข้ามาดูการแสดงนะ ผมว่าอันนี้มันก็จะทำให้คนเชิ่อได้ว่า มันสู้กันจริงๆ มันไม่ได้เป็นการแสดง มันเป็นการที่อารมณ์ของคนแต่ละคนมาเจอกัน

 

การรีเสิร์ชข้อมูล

คราวที่แล้วเนี่ยผมใช้การรีเสิร์ชหมดเงินไปเยอะเพื่อจะเอาข้อมูลทุกอย่างมาย่อย แล้วมาใส่ในหนัง มันเคยเกิดขึ้นมาโดยที่หาข้อมูลแล้วมาใส่จนกลายเป็นสารคดีเลย มันไม่สนุก คือมันไปอธิบายเยอะมากเกินไป ในภาคนี้เองเรารู้จากภาคที่แล้วว่า อย่าให้เค้าสงสัยเยอะมากว่าที่มาที่ไปมันคืออะไร ไม่ใช่ว่าเสิร์ชกูเกิลก็ไม่เจอ ถามพ่อถามแม่ก็ไม่รู้ แต่เรารู้ว่าหนังมันก็คือหนัง ถ้าอันไหนไม่รู้เค้าไปหาข้อมูลได้ เราอ้างอิงได้ แต่ไม่ใช่แบบยกเมฆมา มันจับต้องอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นการรีเสิร์ชของภาคนี้มันก็เลยหนักขึ้น พวกการจัดอบรมพลังจิต ผมว่าข้อมูลตรงนี้หนักกว่าข้อมูลที่เป็นไสยศาสตร์อีก เพราะข้อมูลไสยศาสตร์นี่เราพอรู้อยู่แล้ว แต่ข้อมูลที่เป็นพลังจิตอะไรพวกนี้ อันนี้ผมว่ายาก เพราะว่าใช้เวลานานในการคิดวิเคราะห์และย่อยออกมาว่าเราเล่าแค่นี้พอนะ เพราะถ้าแตะมากไปมันจะกลายเป็นหนังอีกเรื่องไปละ

 

ความยากง่ายในการกำกับเรื่องนี้

ผมว่ามันยากตรงที่เราจะเล่าอะไร ประเด็นอะไรที่เราจะเล่า ตัวละครคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น เพราะเวลาเราเล่าหนัง เราก็จะเล่าไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ ในความหมายของตัวละคร มันจะมีว่าตัวละครนั้นคิดอะไรอยู่ แล้วเวลามาคุยกันมาปะทะกัน มันปะทะกันด้วยเรื่องอะไร ผมว่าอันนี้ยาก แต่ด้วยแอคชั่นเองผมว่ามันเป็นเรื่องของวิถีของจอมขมังเวทที่แอคชั่นกัน ภาคนี้เราจะได้เห็นอะไรที่มันตื่นตาตื่นใจมากกว่าภาคที่แล้ว เพราะว่าด้วยเทคโนโลยีที่มันมากขึ้น มันก็จะทำให้เห็นภาพมากขึ้น ผมไม่ได้อยากให้มีตัวประหลาดเยอะนะฮะ แต่เพียงแต่ว่าผมอยากให้จินตนาการที่คนเคยอ่านเคยรู้มาว่า ไอ้ของนี้เป็นงี้ปุ๊บเนี่ย ผมทำให้มันเกิดภาพขึ้นมาจริงๆ แทนที่จะอยู่ในหนังสือแล้วก็จินตนาการ ผมทำให้เห็นภาพ ให้คนดูว่าถ้าในหนังสือหรืออะไรที่เรารู้มาเป็นอย่างงี้รึเปล่า ก็ต้องไปดูในหนังครับ

 

Necromancer2020-Teaser-Cap01

Necromancer2020-Teaser-Cap02

 

สัดส่วนภาพซีจี กับการใช้ซีจีเพื่อรองรับเนื้อหาของหนัง

เรื่องนี้ซีจีเยอะ โดยที่คนดูรู้ว่าเป็นซีจีกับไม่รู้ เพราะว่าคือจะแอบทำอยู่ตลอดเวลาให้มันรู้สึกว่าอันนี้ทำ แต่ไม่ต้องให้เค้ารู้หรอกว่าเป็นซีจี ผมว่าการทำซีจีที่มันเวิร์กคือทำให้เค้าไม่รู้ว่ามันเป็นซีจี ผมว่ามันน่าสนุกกว่า ผมดูเรื่องมากกว่า ผมกำลังทำให้ตัวหนังสือเป็นภาพขึ้นมาในจินตนาการ สัตว์บางตัวที่มันอยู่ในที่มืดๆ แล้วมันน่ากลัว มันก็จะอยู่ในที่มืดๆ มันจะออกมาในที่สว่างๆ ไม่ได้ เพราะว่าในความคิดของเรามันต้องอยู่ในที่มืดๆ เห็นแค่ลูกตา ผมก็ทำให้มันเป็นภาพขึ้นมา

 

ซีจีและการดีไซน์สัตว์เวทต่างๆ

ซีจีนี่มันยากตั้งแต่เราจะเอาอะไร เราจะเอาตัวมอม, สัมภเวสี, วัวธนู, หุ่นพยนต์ คือแต่ละตัวเราเสิร์ชไปก็รู้แล้วว่ามี แต่รูปแบบไหนที่อยู่ในหนังแล้วเรารู้สึกว่ามันน่าอยู่ในหนังเรื่องนี้ การออกแบบดีไซน์เลยสำคัญ ทางคนออกแบบก็ออกแบบมาหลายตัว เราก็เลือกมาหลายตัวจนกว่าจะได้ตัวที่โอเค คนยอมรับแล้วว่ามันไม่แปลกประหลาดไปนะ มันไม่เกินจริงไปนะ

อย่าง “วัวธนู” เอง เราก็เลือกที่มันเป็นโลหะ วัวที่ปั้นมาแล้วเป็นโลหะเพื่อให้แปลกต่างจากตัวอื่น ภาคที่แล้วควายธนูเราเอามาจากปั้นดิน ตัวจะดำๆ ไม่ค่อยเห็น แต่คราวนี้เราจะให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง อยากทำให้คนดูดูแล้วรู้สึกได้อย่างที่เค้าเห็นเลย ที่เค้าขายกันก็เป็นอย่างนี้

ส่วนตัว “มอม” เนี่ยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองของภาคเหนือ จริงๆ ตัวมอมเคยจะเป็นหนังอยู่ครั้งหนึ่งละ แต่คาแร็กเตอร์มันยังไม่เป็นที่รู้จักกันมาก ผมก็เลยว่าถ้าเอามาใส่ในเรื่องนี้ แล้วมาขยายดูว่าตัวนี้มันสามารถทำอะไรได้ มันมีตัวนี้อยู่ในไทยนะ มันก็น่าสนใจ ผมก็เลยเลือกว่าเอามอมนี่เป็นตัวแทนของพระเอก เป็นสัตว์คู่ใจของพระเอก

“หุ่นพยนต์” เนี่ยเป็นของที่เอาไว้ป้องกันคนเข้ามาในบ้าน ป้องกันภูตผีปีศาจ คือสั่งให้ไปทำอะไรได้ จงไปทำนี่ซิ จงไปฆ่าคนนี้ซิ เราก็เลยเอาหุ่นพยนต์มาเป็นพวกบริวารของตัวก๊อตเพื่อทำให้คนนั้นตาย คนนั้นเป็นไป คนนั้นถูกขย้ำ มันถูกสั่งให้ไปฆ่าคนได้ ก็เลยเอาตัวหุ่นพยนต์เนี่ยเป็นตัวเปิดก่อน ลุยไปก่อน ถ้าสู้ไม่ไหวเดื๋ยวมีทัพหลังลุย

การดีไซน์ก็ออกมาบนพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว อย่างหุ่นพยนต์พวกนี้มาจากการเอาเศษไม้มามัดรวมกันเป็นรูปคน แต่ด้วยความที่เป็นไม้ เราก็ใส่พวก Texture เข้าไป เอาแบบที่มาจากไม้เจ็ดป่าช้ามั้ย เศษเนื้อเศษอะไรที่มันติดมาอยู่เพื่อเอามามัด มันจะได้ขลังอะไรอย่างนี้ มาจากซากศพอะไรอย่างนี้ เพิ่มความน่ากลัว เพิ่มความขลังให้กับตัวหุ่นพยนต์ อันนี้คือดีไซน์ที่เพิ่มเข้าไปให้คนดูรู้สึกว่ามันขลัง ไม่ใช่เป็นหุ่นไม้ธรรมดานะ ให้มันดูน่ากลัว ให้มันมีเอกลักษณ์ มันโผล่มาปุ๊บคนก็จะได้ดูได้เห็นดีเทล มีผ้ายันต์ผูกไว้ มีสายสิญจน์ผูกไว้ ก็มีดีเทลใส่ไปด้วย

 

ทีมงานซีจีมืออาชีพ

ผมมีความมั่นใจทีมซีจีนี้ คือวิธีคิดของคนที่ทำซีจีในทีม คือเค้าคิดเหมือนเป็นผู้กำกับ มันเลยง่ายเวลาที่ผมคุยด้วย เพราะว่าเค้าไม่ได้ทำเพราะว่าเราอยากให้ทำแล้วออกมาเป็นอย่างนั้น แต่เค้าคิดว่าเค้าอยากเห็นเป็นอย่างนั้นแล้วเรามาคุยกัน บางฉากผมปล่อยให้เค้าดูเลยว่าไอ้ตัวนี้จะโผล่มายังไง ตัวนี้จะกระแทกมายังไง ผมปล่อยเค้าเลย เพราะว่าไอเดียเรามาแชร์กัน อันนี้เวิร์กกว่าที่เราคิดอีก ทุกคนต้องจอยกัน แชร์ไอเดีย เวลาที่เราเห็นมันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เราก็มีความคิดอย่างหนึ่งว่าให้ตัวนี้มันมีชีวิตขึ้นมาแล้วคนดูจะรู้สึกยังไงกับตัวนี้ แล้วแอคชั่นมันเป็นแอคชั่นยังไง ผมก็จะบอกเค้า แล้วเค้าก็จะมีความคิดออกมาว่ามันน่าจะเป็นอย่างงี้ๆ นะ มาจอยกัน แล้วเราก็มาสรุปกันว่าเราจะสู้กันอย่างนี้

 

Necromancer2020-Still45

Necromancer2020-Still55

 

โลเคชันสะท้อนความเป็นเมือง

คือโลเคชันหนังจอมขมังเวทย์ภาคนี้เนี่ย คือมันยากตรงที่ว่าผมต้องเอาโลเคชันที่คนไม่เคยใช้และคนไม่เคยเห็น จะในละครหรือในหนังเรื่องอื่น ผมพยายามจะหาที่มันไม่ถูกใช้ ผมจะหาโลเคชันเองด้วย เพราะว่าผมก็เบื่อที่เห็นอะไรที่เคยเห็นแล้ว คนดูก็เบื่อ เพียงแต่ว่าเรารู้จักกรุงเทพฯ ดีแล้วรึยังมากกว่า ในแง่มุมของกรุงเทพฯ ทางด้านสว่างสุดกับทางด้านมืดสุด มันเป็นยังไง มันคอนทราสต์กันยังไง โดยมูดแอนด์โทนของเรื่องนี้ต่างจากเรื่องที่แล้ว ภาคที่แล้วมันเป็นต่างจังหวัดล้วน กับในภาคนี้เป็นในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวงล้วนๆ เลย เพราะว่าผมอยากจะให้เห็นถึงความต่างของชนชั้น ชนชั้นที่มันไฮโซเลย กับชนชั้นที่มันโลโซสุดๆ คนต่ำต้อยทางด้านปัญญากับคนที่สูงส่งทางด้านปัญญามาเจอกันเนี่ย ใครเป็นเบี้ย ใครเป็นคนเล่น อันนี้มันเป็นประเด็นที่ในหนังจะบอกว่าใครเป็นผู้เล่นมากกว่า

 

อัดแน่นด้วยฉากไฮไลต์ใหญ่ๆ

ผมว่าคนดูอยากดูว่า “จอมขมังเวทในคุก” ออกมายังไงมากกว่า ภาคแรกจอมขมังเวทเป็นยังไงบ้างละนะ อยู่ในคุกนานกี่ปีแล้ว สภาพเป็นยังไงบ้าง ยังเก่งเหมือนเดิมมั้ย อะไรอย่างนี้ คืออันนี้เป็นโปรดักชันที่เราต้องสร้างคุกขึ้นมาใหม่เลย คือคุกนี้มันป็นคุกที่ขังจอมขมังเวทเป็นร้อยคนเลย แต่ตัวอิทธินี่อยู่ห้องสุดโน่นเลย คุกพิเศษ เราสร้างมันขึ้นมา เพราะว่าทำให้คนดูเชื่อว่า จอมขมังเวทนี่มันน่ากลัวนะ ลึกลับนะ มันเก่งนะ มันถูกแอบซ่อนไว้นะ คือผมกับโปรดักชันดีไซน์เลยต้องเน้นกับฉากนี้เยอะมาก แม้กระทั่งตัวหมากเองที่เข้าไปอยู่ในคุก ตัวอิทธิเข้าไปอยู่ในคุก หรือแม้กระทั่งหมวดการ์ตูนเองเข้าไปอยู่ในคุกเนี่ยแล้วจะรู้สึกอย่างไร และทำให้คนดูรู้สึกตามได้ว่าคุกนี้มันมีจริงนะ ผมให้ความสำคัญกับดีเทลทุกอย่างในเซต

“ฉากปะทะกันของจอมขมังเวท 2 รุ่น” คือมันค่อนข้างยาก ผมเหมือนเจอเพื่อนเก่า ผมไม่ได้เจอเค้ามานานมาก 15 ปีได้ ผมว่าพลังของ “อิทธิ” แววตา ท่าทาง ผมจำได้หมด คือเวลาเค้าขยับออกมาเนี่ย ผมอยากให้เค้าออกไปซัดกับเด็กใหม่ๆ ว่ามันยังไง ผมก็อยากรู้ ไม่ใช่แค่คนดู อยากรู้ว่าตัวอิทธิออกมาแล้วจะไหวมั้ยใน พ.ศ. นี้ กับเด็กรุ่นใหม่ ผมค่อนข้างจะตื่นเต้นกับฉากนี้มาก ได้เจอเพื่อนเก่า และเราก็รู้ว่าเพื่อนเก่าเราศักยภาพแค่ไหนกับการเป็นจอมขมังเวท อย่างฉากรถไฟฟ้ามันก็จะเป็นประเด็นแรกที่เรารู้สึกว่ามันแปลก ผมก็เลยโยงว่าถ้ามันแอคชั่นอยู่กลางรถไฟฟ้า มันจะเป็นยังไง จะแอคชั่นกันยังไง ฉากนั้นถามว่ายากมั้ย ไม่ได้ยาก เพราะว่าตัวหมากกับตัวพี่นกค่อนข้างจะอยากเจอกันอยู่แล้ว เมื่อไหร่คู่นี้จะได้เจอกัน จอมขมังเวทย์รุ่นใหม่เจอกับจอมขมังเวทย์รุ่นใหญ่เจอกัน แล้วมันจะเจอกันยังไง เจอกันเพราะอะไร คือปัญหาไม่ใช่ว่าเจอกันแล้วใครชนะ แต่มันเจอกันเพราะอะไร ทำไมต้องเจอกันอะไรอย่างนี้มากกว่า

“ฉากวิน-ก็อด” ฉากนี้เนี่ยถ้าให้เปรียบมวย วินยังเป็นไม่ใช่ตัวท็อป อันนี้น่าสนใจว่าตัวรองจะสู้กับตัวท็อปได้ยังไงมากกว่า ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องวิธีที่คนดูจะรู้สึกว่า ไอ้ตัวนี้เนี่ยมันจะชนะได้ยังไง เอาตัวรอดได้ยังไง กับฉากแอคชั่นที่มันยาก มีทั้งสลิง มีทั้งปล่อยของ มีทั้งหักกระดูก เยอะแยะไปหมด ผมว่าอันนี้ต่างหากที่น่าสนใจคือ ปะทะกันแล้วจะรู้สึกยังไงกัน เพราะว่ามันมีความลับที่จะต้องเปิดเผยอยู่ สำหรับแอคชั่นเนี่ย ผมเชื่อว่าคู่นี้เวลาเจอกันมันส์ทุกครั้ง

“ฉากถ้ำเขาบิน” ฉากนี้คือทุกคนส่ายหน้าหมดเลย ไม่อยากเข้าไป เพราะว่าถ้ำนี้มันไม่มีอากาศหายใจ มันมีทางเข้าออกทางเดียว คือเราเห็นว่าถ้ำนี้มันไม่เหมือนถ้ำอื่น เราก็อยากให้มันเป็นแอคชั่น มันเป็น Crowd Scene ตัวละครทุกตัวมาอยู่ที่เดียวกันหมด ในที่ที่มันอึดอัดคับแคบ ผมว่าอย่างแรกที่ผมเลือกตรงนี้เลยคือว่า ผมอยากให้ทุกคนคิดอย่างงี้ ผมอยากให้ทุกคนอึดอัด ทุกคนเบื่อ ทุกคนเล่นโดยอารมณ์ อาจจะมีอารมณ์โกรธ อารมณ์ที่มันไม่พอใจอยู่ในนั้นด้วย ผมว่ามันบิลด์ได้ง่าย ผมว่าการถ่ายในห้องแอร์เย็นๆ มันบิลด์อารมณ์โหดๆ แบบนั้นไม่ได้ ยิ่งรำคาญเท่าไหร่ ความรุนแรงมันยิ่งทวีคูณเท่านั้น ผมก็เลยเอาสูตรนี้ตลอดแล้วมันได้ผล เวลาที่ทุกคนเข้าฉาก ทุกคนจะพูดและบรรยายในอารมณ์ของตัวเองให้มันรุนแรง ซึ่งมันตรงกับที่เราอยากได้ แล้วมันก็จะไม่นาน เพราะทุกคนจะเล่นให้มันเด็ดขาดเพื่อจะขึ้นไปข้างบน ทุกคนก็เลยจะเล่นกันให้กระชับเด็ดขาดที่สุด คือมันตรงกับวัตถุประสงค์ที่ในฉากนั้นจะต้องเล่าอย่างนี้

 

Necromancer2020-Still39

Necromancer2020-Still56

Necromancer2020-Trailer-Cap07

Necromancer2020-Trailer-Cap04

Necromancer2020-Still23

Necromancer2020-Trailer-Cap03

Necromancer2020-Trailer-Cap01

 

สัดส่วนความเป็นแอคชั่นของเรื่องนี้

แอคชั่นเกิน 50% อย่างหนึ่งคือมันเป็นจอมขมังเวทที่อัปเกรดขึ้น หมายความว่าตัวจอมขมังเวทแต่ละคนสามารถที่จะทำอะไรได้ เสกโน่นเสกนี่ออกมาได้ แต่แอคชั่นนี่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องมานั่งเตะต่อยกันตลอดนะ แอคชั่นหมายความว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นอยู่ตลอดเวลาในความรู้สึกผมนะ คือหมดเหตุการณ์นี้ก็จะเกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งต่อเนื่อง อีกคนไปโน่นอีกแล้ว โดนเล่นอีกแล้ว ไอ้นี่ผมเรียกว่าแอคชั่น เอาเข้าจริงเรื่องนี้คือไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ คือซัดกันยาวตั้งแต่ต้นยันจบ ผมถึงเรียกว่าแอคชั่น แอคชั่นของสถานการณ์ แอคชั่นของตัวละคร ลุกไปก็มีพลาดเพราะเรื่องมันเดินเร็วเหมือนกัน

 

ความแตกต่างจากภาคที่แล้ว

แตกต่างทางด้านเนื้อเรื่องเลย ที่มันจะเล่าอีกอย่างสำหรับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ในยุคดิจิทัลแท้ ความคิดมันจะผิดแผกแตกต่างไปจาก 14-15 ปีที่แล้ว วิธีคิดวิธีเล่าก็จะต่างไป วิธีเล่านี่หมายถึงด้านโปรดักชันด้วยนะ วิธีเล่นก็จะไม่เหมือนกัน เรื่องที่แล้วมันเป็นเรื่องแรกของผม ประสบการณ์ยังอ่อนด้อยมาก ก็ยังเล่าเรื่องใน พ.ศ. นั้น แต่มา พ.ศ. นี้วิธีการถ่ายทำ เราทำซีจี เราทำทุกอย่าง แม้กระทั่งกำกับก็แตกต่างกัน เพราะวิธีคิดมันเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมีอายุขึ้น สำหรับวิเคราะตัวละครขึ้นมาได้ มันก็จะมีความแตกต่าง แต่ว่าคาแร็กเตอร์ของอิทธิ ของคนๆ นั้นยังอยู่ เพียงแต่ว่ามันผ่านเวลาเพื่อให้ตัวละครมันแข็งแรงขึ้นมากกว่า ในเทคโนโลยีของกล้องเอง แต่ก่อนผมถ่ายฟิล์ม แล้วตอนนี้มาเป็นดิจิทัลแล้ว เพราะฉะนั้นคือเราแค่เข้าใจมันว่าจะเล่าอะไร แต่ผมไม่ให้มันนำไปมากนะ ให้มันรู้สึกว่ามันใกล้คียงกับฟิล์มที่เราเคยนิยมชมชอบ ผมว่ามีความสวยนะ มีความประณีตในการถ่ายทำนะก็ยังใช้อันนั้นอยู่มาทำกับภาคนี้ แต่เพียงแต่ว่ารูปแบบของจังหวะ หรือว่าการเคลื่อนกล้อง หรือมุมภาพจะเปลี่ยนไป แต่คิดว่าถ้าเอามาเทียบกัน มันก็แทบจะเป็นคนละคนทำ

 

ความโดดเด่นและความน่าสนใจของเรื่องนี้

ความน่าสนใจของ “จอมขมังเวทย์ 2020″ ผมว่าอย่างแรกเลยเป็นเรื่องที่จะเล่า วิธีการดำเนินเรื่องของตัวละครที่เจออะไรที่มันน่าฉงนสงสัยเต็มไปหมดเลย อันนี้มันเป็นเพราะอะไร ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนฆ่า ฆ่าแล้วคุณจะได้อะไรขึ้นมา แล้วคุณอยากเป็นจอมขมังเวทเพราะอะไร แล้วก็ฉากบางฉากที่เราเคยอ่านเคยรู้มาว่ามันน่าจะเป็นอย่างงี้ แม้กระทั่งที่เป็นคดีดังก็แล้วแต่ หรือของที่เป็นไสยศาสตร์ก็แล้วแต่ ผมจะทำให้มันเห็นภาพ แล้วก็ทำให้คนเชื่อได้ว่ามันมีอยู่จริง แต่ถ้าเกิดว่าจะให้การันตีว่ามีอยู่จริงๆ รึเปล่า คนดูก็ต้องไปค้นหาเอาเองว่ามันเป็นเรื่องจริงมั้ย อันนี้บนพื้นฐานของการพูดถึงความเชื่อ มันก็เลยต้องเล่นกับความเชื่อของคนดูหน่อยว่ายังไง และที่เราเอานักแสดงแถวหน้ามา อย่างแรกเลยผมอยากให้ในหนังมีแต่ของดี ใช้นักแสดงเบอร์นี้ เยอะขนาดนี้ ใหญ่ขนาดนี้ เพื่อเอามาห้ำหั่นกันให้คนดูเชื่อได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง เราปะทะกันด้วยคำพูดและอารมณ์ที่มัน เออว่ะ…มันต้องอย่างงี้ ไม่ใช่มาเล่นกันเหมือนมาเล่นกันลอยๆ เล่นกันให้มันจบๆ ไป ไม่ใช่ ผมว่าถ้าเกิดทำหนังซักเรื่องหนึ่งเนี่ย ผมก็อยากดูนานๆ อยากดูบ่อยๆ ผมก็เลยใช้นักแสดงฝีมือดีเข้ามารุมกัน

คือถามว่าคนดูจะได้อะไรมั้ย ผมว่าอย่างแรกคือได้ความมันส์ ความสนุกสนานกับตัวเนื้อเรื่อง แต่ว่าเรื่องสาระหรือว่าข้อคิดเนี่ย ผมว่ามันเป็นเรื่องของแต่ละคน คือดูแล้วเนี่ยตัวละครแต่ละตัวมันคิดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาคนดู คนนั่งข้างๆ เรา เพื่อนเราก็อาจจะคิดไม่เหมือนเราก็ได้ในเวลาดูจบนะ อาจจะคิดเชื่อ หรือบางครั้งอาจจะไม่เชื่อเลยก็ได้ ก็แล้วแต่เค้า เพราะว่าในตัวละครนั้นมันมีทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ผมอยากให้ดูเสร็จแล้วรู้สึกว่า ไอ้คนที่เราเห็นนั่นน่ะเป็นเหมือนคนในหนังเลย ความคิดมันอะไรอย่างนี้ คือผมเอาเรื่องใกล้ตัวมาเล่าให้คนดูฟังแล้วก็สอดแทรก เพียงแต่ว่าหลักๆ เลยคือให้มันสนุก ให้มันมันส์ เพราะว่าจอมขมังเวทในความหมายมันคือความมันส์ ความระทึกอะไรอย่างนี้มากกว่า

 

ความคาดหวังที่มีต่อโปรเจกต์ใหญ่นี้

ความคาดหวังต่อหนังเรื่องนี้ ผมคิดแค่ว่าทำให้มันรู้สึกว่าเราทำหนังเรื่องหนึ่งที่เราตั้งใจ มีความรู้เท่าไหร่เราก็ใส่ไปในนั้น หมายความว่าด้วยเทคโนโลยีที่เล่าเรื่องให้รู้สึกว่ามันไม่เชย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป วิธีที่เราเล่าเรื่อง ข้อมูลหรือข้อความที่เราอยากจะเล่าให้คนดู แล้วคนดูได้เข้าใจมัน และสนุกไปกับมัน คือเราจะไม่ยัดเยียดว่านี่คือหนังสาระ ไม่ใช่อย่างงั้น แต่นี่คือหนังให้คนดูสนุก ผมอยากให้คนดูสนุก และเพลิดเพลินไปกับมัน และคุ้มค่าตั๋ว ในอย่างที่คิดแรกๆ คือทำไมต้องเอานักแสดงมาเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องลงทุนขนาดนี้ เพราะผมอยากให้คนดูคุ้มค่าตั๋ว เค้าเข้ามาเค้าอยากได้อะไร เค้าอยากได้ความมันส์ เค้าอยากมาดูนักแสดงที่เล่นดีๆ เค้าอยากดูหนังที่ลงทุน ซีจีเหมือนจริง เราก็อยากทำให้เห็นว่าหนังไทยมันไม่ได้ด้อยกว่าหนังต่างประเทศเท่าไหร่ คือผมอยากให้มีความรู้สึกอย่างนี้มากกว่า เพราะสำหรับตัวผมเองผมก็อยากให้หนังไทยเป็นอย่างนั้น ผมก็เลยต้องทำอย่างนั้น เพื่ออย่างแรกเลยคือตัวเองจะได้ไม่ต้องมาดูถูกตัวเองว่า ทำไมเราไม่ทำตั้งแต่ทีแรก ทำไมปล่อยไปอะไรอย่างนี้ ผมก็ขอฝาก “จอมขมังเวทย์ 2020″ นะครับ เข้าฉาย 14 พ.ย. นี้ คืออยากให้คนเข้ามาดูหนังที่มันมันส์ๆ สนุกๆ คือนักแสดงกับทีมงานแล้วก็ตัวผู้สร้างเองก็ตั้งใจมากที่จะให้หนังเรื่องนี้คุ้มค่ากับค่าตั๋วที่ผู้ชมจ่ายมา อย่าลืมไปชมกันนะครับ

 

 

Necromancer2020-Still49

Necromancer2020-Still50

Necromancer2020-Still08

Necromancer2020 -Theme-Poster

 

Featured Movie