“ผึ้ง-สาลินี เขมจรัส” จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง เธอมีผลงานกำกับโฆษณา หนังสั้น สารคดี และมิวสิกวิดีโอเพลงไทยมากมาย อาทิ “ความว่างเปล่า” (Paper Planes), “เดือนหงาย” (พลพล Feat.โจอี้ ภูวศิษฐ์), “ลายนิ้วมือ / เรื่องโง่ขอให้บอก” (Big Ass), “กลับบ้าน” (LOMOSONIC Feat.ป๊อด ธนชัย), “วันนั้นของพี่ วันนี้ของน้อง” (CLASH feat.พงษ์สิทธิ์ คำภีร์), “ชีวิตยังคงสวยงาม / เรือเล็กควรออกจากฝั่ง / คิดฮอด” (Bodyslam), “เจ็บปวดที่งดงาม / ทุกคนเคยร้องไห้” (ป้าง นครินทร์), “กระโดดกอด” (Klear) ฯลฯ รวมถึงเอ็มวี “มือปืน” (OST. “ขุนพันธ์ 3”) ที่ทำให้ได้รับการทาบทามมากำกับ “เทอม 4: ห้องชมพู” ภาพยนตร์เรื่องแรก นอกจากนี้เธอยังเป็นอดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทย เหรียญทองซีเกมส์ เจ้าของฉายา “เงือกผึ้ง” ผู้คว้า 7 เหรียญทองในการแข่งขันกีฬาอาวุโสแห่งชาติ “ข้าวหลามเกมส์” ที่จังหวัดชลบุรี ปีล่าสุดด้วย

จุดเริ่มต้นในการร่วมงานโปรเจกต์ “เทอม 4”
เริ่มจากเราเคยกำกับ MV หนัง “ขุนพันธ์ 3″ ให้กับทาง “สหมงคลฟิล์มฯ” มาก่อน จากครั้งนั้นก็บังเอิญว่าทางค่ายกำลังต้องการหาผู้กำกับที่เหมาะสมกับเรื่อง “ห้องชมพู” ก็เลยได้มีโอกาสเข้ามาพูดคุยด้วยมีบางอย่างที่มันลงตัวกับเนื้อหาในหนัง และคิดว่าเป็นผู้กำกับผู้หญิงก็อาจจะเหมาะสมด้วย
ตอนที่เราเข้ามาก็มีโครงเรื่องเป็นทรีตเมนต์สั้นๆ มีการปรับจูนในสิ่งที่อยากทำอยากลอง จริงๆ เรากลัวการทำหนังมาตลอด เคยมีบทต่างๆ แนะนำถามมา เราก็ยังใจไม่ถึงเพราะมันยาก เราเคารพทุกคนที่อยู่ในวงการนี้ แต่พอมาเป็น “เทอม 4″ ด้วยความที่มันไม่ต้องรับผิดชอบหนังทั้งเรื่อง เรายังมีเพื่อนเราที่ซัปพอร์ต มันยังมีอีกหลายเรื่อง ถ้าคุณไม่ชอบเรื่องเรา ยังมีตอนอื่นในเรื่องเดียวกัน ก็เลยลองดู ความยาวก็ไม่ได้รุนแรงนักสำหรับการเปิดตัวกำกับหนังครั้งแรก
ด้านทีมน้องที่เขียนบทเขาจะมีวิธีคิดแบบเด็กผู้ชายมากกว่า มีเลเยอร์ที่ซ้บซ้อนในบางอย่าง มีแอ็กชันแต่อาจจะคนละกลิ่นกับเรา เราก็มีการพูดคุยกันว่าเราขอเป็นแบบนี้ได้หรือเปล่า ของเราจะมีความออแกนิกกว่านิดนึง บวกกับเรื่องอายุ เรื่องเพศ และเราก็จะย่อยให้มันเข้าใจง่ายด้วยความที่มันเป็นเรื่องแรกของเราด้วย เราก็ไม่อยากจะให้มันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะทำได้
รู้จักหรือเป็นแฟนหนังชุดเทอมสยองมาก่อนไหม
เคยได้ยิน ได้เห็น แต่ไม่ดูหนังผี กลัว ไม่กล้าดูสักเรื่อง ยิ่งหนังผีไทยยิ่งกลัว ตอนสหฯ ติดต่อมาก็คือ เฮ้ย…ฉันไม่เคยดู ฉันกลัว นี่ฉันต้องกลับไปดูทั้งหมดนั่นใช่มั้ย แต่เราก็ไปดูสั้นๆ เพื่อที่จะดูด้วยว่าเราไหวมั้ย มันหลอนตั้งแต่คิดงานแล้วนะ ตอนที่ทำ MV จริงๆ ถ่ายงานตอนกลางคืนเยอะมาก แต่มันไม่ได้มีการเล่าเรื่องผีไง มันคือเพลงรักเพลงร็อก แต่โปรเจ็กต์นี้มันพัฒนาความกลัวเราไปได้ในระดับหนึ่งเลย เพราะระหว่างการทำงานที่กองถ่าย มันไม่มีเวลาไปนึกถึงเรื่องผีจริงๆ เราโฟกัสที่งาน และเราเริ่มเสพเรื่องผีจนเรามีภูมิละ ตอนนี้ก็น่าจะดูเรื่องผีได้บ้าง เดี๋ยวรอดู “เทอม 4″ ในโรงก่อนเลย
เรื่องราวของ “ห้องชมพู”
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ “คะนิ้ง” (พั้นรักแมว-พันธิตา บุญชวน) นักศึกษาปี 1 ที่มีบุคลิกเรียบร้อย ที่บ้านเข้มงวดมาก เขาอึดอัดที่ที่บ้านไม่ค่อยปล่อยให้เป็นอิสระเลยแอบหนีมาอยู่หอ ซึ่งห้องที่เขาได้เช่าอยู่ในหอนี้เป็นห้องที่ถูกทาด้วยสีชมพูแสนหวาน พอเปิดเทอมเขาก็ได้เจอกับเพื่อนกลุ่มใหม่อย่าง “เชอรีน”, “ทิม” และ “วายุ” โดยทั้งทิมและวายุต่างก็มีท่าทีสนใจคะนิ้งเป็นพิเศษ จนกระทั่งวันที่ทั้งหมดเลือกที่จะเข้ามาทำรายงานกันในห้องของคะนิ้ง พร้อมๆ กับที่เหตุการณ์สยองกำลังคืบคลานตามมา เพราะอดีตอันโหดร้ายของคนที่เคยอาศัยอยู่ในห้องนี้ไม่เคยปล่อยให้ใครได้อยู่อย่างมีความสุข เธอยังคงมีความอาฆาตแค้นฝังลึกอยู่ใน “ห้องชมพู” นี้

เคยได้ยินตำนานเรื่องนี้มาก่อนไหม
ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้เลย อย่างที่บอกว่าเป็นคนกลัวผี ก็จะไม่ค่อยกล้าฟัง อย่างเรื่องนี้ก็ไม่เคยได้ยิน แต่พอต้องทำก็เลยเสิร์ชอ่าน จริงๆ ตำนานนี้มันมีหลายเรื่องเล่าที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน มันจะมีคีย์บางคำที่เหมือนกันหมด แต่เรื่องนี้เราก็เอาภาพรวมมาขยายต่อ ในตำนานเล่าถึงเรื่องราวของนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งที่มาอยู่หอพักหลังมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เธอตั้งครรภ์ก่อนวัย แต่ฝ่ายชายกลับปฏิเสธความรับผิดชอบ นักศึกษาหญิงคนนั้นจึงทำแท้งด้วยตัวเองในห้องพักนั้นจนตกเลือดเสียชีวิต ทิ้งร่องรอยเลือดไว้ที่ผนังที่ลบเท่าไหร่ก็ลบไม่หมดจนต้องทาห้องให้กลายเป็นสีชมพูอะไรประมาณนี้
มีความยากง่ายยังไงในการแคสติงเรื่องนี้
แอบยาก แต่ว่าประทับใจตรงที่ว่าทุกคนอยากเล่นเป็นผี แต่เราก็เป็นห่วง เพราะบทมันแรงมากเหมือนกัน แค่เราฟังเรื่องเล่าเรายังรู้สึกแรงเลย ถ้ามีคนทำแอ็กชันนั้นจริงมันจะขนาดไหน ปรากฏว่าคนอยากเล่นเป็นผีเยอะ ประทับใจมาก
สำหรับแคสต์ที่จะมาเล่นเป็น “คะนิ้ง” ตัวหลักของเรื่อง เราเองอยากได้แคสต์ตรงรุ่น ไม่อยากโกงอายุเยอะ สิ่งที่ยากคือพอตรงรุ่นแล้วก็มีตัวเลือกไม่มาก พอมาถึง “น้องพั้น” กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลาพอสมควร จริงๆ ทีมแคสต์ติดต่อน้องมาพักใหญ่แล้ว ก็คิดว่าไม่น่าได้แล้ว เพราะคิวน้องโหดมาก น้องเรียนหมอแล้วก็ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ไหนจะต้องเวิร์กชอป ไหนจะคิวถ่าย ฟิตติงอีก ด้วยน้องเป็นเด็กเรียนเลยมีความตั้งใจเรียนมาก โดดยาก เราก็ตัดใจกันไปแล้วเพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งหนัง โฆษณา MV ติดต่อเขาหลายเจ้าแล้ว น้องไม่รับเลย
แต่น้องพูดมาคำหนึ่งกับทีมแคสต์ว่า “พี่รอหนูก่อนได้ไหม หนูอยากเล่น” เราก็รอ ระหว่างรอเราก็คิดว่าน้องพูดเอาใจเราหรือเปล่านะ น้องจะมาเล่นจริงมั้ย พอวันน้องรับเล่นคือเซอร์ไพรส์มากเหมือนกัน และน้องทำได้ดี เรื่องการจำบท เขาจำได้อยู่แล้ว น้องเป็นเด็กฉลาด แต่เรื่องการแสดงเขาอาจจะใหม่ ด้วยความตั้งใจน้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเองอีก สำคัญคือเขาเข้าใจว่านี่คือบทบาทการแสดงอะไรที่มันอาจจะดูหมิ่นเหม่บ้าง เขาก็เข้าใจและเปิดกว้างกับการแสดงในเรื่องนี้ นับถือในความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำงานด้านนี้ของน้องเลย ด้วยตัวบทค่อนข้างแรง เราก็ต้องคุยกับน้องว่าติดตรงไหนยังไงบ้าง น้องเขาก็ไม่ได้มีปัญหาน้องสู้มากได้หมด การทำงานร่วมกันเลยไม่มีอะไรกดดันเลย น้องจะได้เปรียบตรงที่มีความสดใหม่ เป็นนักศึกษาจริง ณ ปัจจุบัน จังหวะและเวลาทุกอย่างเลยลงตัวมากสำหรับหนังเรื่องแรกของน้อง
การกำกับน้องพั้นเป็นยังไงบ้าง
ตอนแรกไม่คาดหวัง เพราะว่าน้องไม่เคยเล่น แต่วันที่เขามาแคสต์เรารู้เลยว่าเรารอดละ เขาเป็น “คะนิ้ง” ได้เลย ตอนกำกับ “พั้น” อย่างที่บอกว่าน้องเก็ตเร็วมาก เป็นเด็กฉลาดเลยสบาย ตอนที่เขาหลุดออกจากคาแร็กเตอร์ ตอนที่คุยเล่นกันเราจะไม่รู้เลยว่าเขาจะเล่นจริงจังได้ เขาดูเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง เมื่อเขาเข้าสู่ภวังค์ หรือว่าต้องการสื่อด้วยด้วยความรู้สึกด้วยดวงตา เขาก็ทำได้เลย
อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้มีเวลาที่จะเทกเยอะอยู่แล้ว พอมันสั่งได้มันดีเลย เรารู้สึกว่าน้องน่าจะไปได้ไกลมาก เพราะเรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับมือใหม่เลยนะ พอมันมีความตั้งใจบวกกับความฉลาดที่จะจัดการเรื่องอารมณ์หรือการแสดงความรู้สึกได้ มันง่ายและมีความเป๊ะ การรับมือกับสถาการณ์ต่างๆ เขาก็ทำได้ลื่นไหล และให้ความรู้สึกว่าน่าทะนุถนอม เวลาที่เราเห็นตัวละครนี้ถูกกระทำ มันบีบคั้นอยากเอาใจช่วยเขา

มาถึงคาแร็กเตอร์ “ผี” ในเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง
“น้องเพอซ” (นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน) เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่ตอนแรกคิดว่าจะมาเป็น “คะนิ้ง” เพราะบุคคลิกเขาได้ และเราเคยทำงานกับเขามาก่อน น้องหน้าตาน่ารัก แต่พอให้มาแคสต์เป็น “ผี” น้องก็เล่นได้ดี และมีความแตกต่างจากแคสต์อื่นๆ เป็นผีที่หลุดออกนอกกรอบ ไม่ใช่ผีผมยาวในชุดนักศึกษา ด้วยความที่มีประสบการณ์ น้องเคยเล่น “เทอม 3 ตอนพี่เทค” มาแล้วด้วย น้องก็ทำออกมาได้ดี แต่ความยากมันมีอยู่อย่างหนึ่งคือน้องมันน่ารักไป น่ารักถึงขนาดตากล้องบอกว่าแต่งหน้าโหดแล้ว เล่นก็โหดแล้ว แต่ฟันยังน่ารักอยู่ ฉะนั้นต้องแต่งฟันอีกใช่ไหม เราเลยมีการแก้บางอย่างเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น
เราตีความให้ผีเหมือนเป็นฆาตกรโรคจิต เป็นฆาตกรต่อเนื่อง เรามองว่าเขาเป็นผีแบบนั้น เพราะว่าการที่เขาทำตัวเองได้ขนาดนั้นตอนยังมีชีวิตอยู่ เขาต้องมีภาวะจิตใจที่ที่อ่อนไหวมาก โหดมาก ฉะนั้นผีตัวนี้ต้องไม่ธรรมดา มีความไซโคอยู่ ลองคิดดูว่าถ้าใครสักคนอยู่ในห้องแล้วแทงตัวเองต่อหน้าเรา เราจะกลัวไหม น่ากลัวกว่าผีอีกนะ เราตีความว่าคนนี้มันเป็นผู้หญิงโรคจิตคนหนึ่ง ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ที่อาจจะมีอิทธิฤทธิ์บางอย่าง มีความโหด ความเลือดสาด แต่เราไม่ได้ถมเยอะ เราดีไซน์ให้ลองเป็นผีผมสั้นดูมันจะมีความ Mirror กับคะนิ้งอยู่
นักแสดงแก๊งเพื่อนๆ มีใครบ้าง
“เชอรีน” รับบทโดย “น้องผักกาด” (ปลายกันยา ฐิติสุรวัฒน์) น้องสวยแต่เขาอยากเล่นเป็นผี เขามีความนางแบบ เขาเล่นไหลลื่นมาก จริงๆ มีคนมาแคสต์บทนี้อยู่ประมาณหนึ่ง เราก็ยังชั่งน้ำหนักอยู่ว่าจะเป็นคนไหนดี มีวันหนึ่งเราเจอกับ “เปรม” น้องผู้ชายที่มารับบทเป็นเพื่อนอีกคนเลยถามเปรมว่าในฐานะผู้ชาย แกจะเลือกชอบคนไหน อยากรู้ว่าเด็กผู้ชายสมัยนี้เขามองผู้หญิงยังไง เพราะคาแร็กเตอร์นี้ต้องเป็นที่หมายปองของผู้ชายในระดับหนึ่งเลย มีความนางฟ้าพอตัว เปรมเขาจิ้มคนนี้ เราก็เข้าใจ เพราะว่ามันจะเป็นมุมที่เราใช้ตาเรามองไม่ได้ เราชอบฟังความเห็นของคนอื่นด้วย เลยได้น้องผักกาดมาร่วมงาน
ในส่วนของ “ทิม” รับบทโดย “น้องเปรม” (กฤตภาส สันติลินนท์) กับ “วายุ” รับบทโดย “น้องโค้ด” (อัฐพล สำเภากลาง) ก็คือเพื่อนผู้ชายอีก 2 คนในเรื่อง ทั้งเชอรีน, ทิม, วายุ เขาจะเป็นกรุ๊ปที่ว่าคบกันมานานแล้วมีความเข้าขากัน ร่วมทำกิจกรรมดีเลวด้วยกันมา ตอนที่ถ่ายทำน้องๆ มาสนิทกันจริงเลยทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งตอนแรกกังวลว่าจะตีเนียนเป็นเพื่อนกันได้ไหม เพราะมาจากคนละทิศละทาง แต่ปรากฏว่าเวิร์ก สนิทกันรวดเร็วมาก
น้องเปรม (ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศสาขา Footwear Category ประจำปี 2025 จากเวทีประกวด RLSD Thailand Design Competition) เขาเป็นสายแฟชั่น เรียนแฟชั่นอยู่ที่ศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ดีเพราะว่าเราก็อยากได้ความเนี้ยบอะไรบางอย่างจากตัวละครนี้ ตอนแรกก็จะเป็นห่วงน้อง เพราะน้องไปในทางนายแบบ เพราะยังเป็นนิสิตอยู่ ไม่ได้ผ่านงานมาเยอะขนาดนั้น เราก็มีการพาไปเวิร์ชอปสองครั้ง พอมาหน้างานน้องก็เก็ตง่ายขึ้น
ส่วนน้องโค้ดเป็นคนที่เราวางตัวเอาไว้แล้ว เรารู้จักมาตั้งแต่เขาเป็นเด็ก น้องเล่นสเกตบอร์ดโหดมาก เหมือนคนที่บินผ่านไปมาในสนามแข่ง ตกลงมาก็วิ่งเล่นต่อ เขามีความพิเศษอะไรบางอย่าง มีสัมมาคารวะนอบน้อม ในขณะเดียวกันเขาก็ดูเฉิดฉายในสิ่งที่เขาเป็น พอโตมาความเก่งของเขาก็ไปจนถึงนักกีฬาสเกตบอร์ดทีมชาติไทย โดยที่ไม่มีอีโก้ น้องเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นถูกสอนมาอย่างดี ประทับใจน้องตั้งแต่ได้เห็นเลย พอเป็นคาแร็กเตอร์ของวายุ เราก็วางไว้ว่าให้มีความใกล้เคียงเขาคือดีดๆ ซ่าๆ ในกลุ่มเพื่อนทั้งสามคนนี้ มันเลยมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน กลายเป็นเคมีที่ลงตัวของทั้งทีม ยิ่งพอมี “พั้น” อีกคนก็ยิ่งชัดเจน แต่ความยากอีกอย่างคือน้องพลังงานเยอะ เพราะฉะนั้นเขาจะครีเอตในแต่ละเทกแล้วมันดันไปยากกับทางทีมคอนทินิว แล้วน้องจะลืมไปละว่าเมื่อกี้ทำอะไรไว้บ้าง แต่มันก็เป็นความสนุกที่เขาครีเอตมันออกมาเรื่อยๆ เค้ามีความเป็นนักแสดงเต็มตัว ไม่ห่วงเขาเลยตรงนี้

ครั้งแรกกับการกำกับ “หนังสยองขวัญ” เป็นยังไงบ้าง
ไม่ได้คาดคิดว่าจะมาเปิดตัวด้วยหนังที่มีความแซ่บเบอร์นี้ แต่ไม่ได้รู้สึกถึงขั้นเซอร์ไพรส์มาก เพราะถ้ามองไปในอดีต ผลงานเราค่อนข้างจะเป็นงานที่ดุเดือด หลายคนไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงกำกับ เรามักจะได้โจทย์ที่ดูดุดัน งานที่ออกมาเลยค่อนข้างเข้ม เป็นวงร็อกซะเยอะ เรื่องนี้ก็ไม่ถือว่าบิดไปจากตัวเรามากเกินไป แต่ก็มีจุดที่แอบกังวลเพราะมันมีความเซนซิทีฟในเนื้อหาอยู่ แต่เรารู้สึกว่าในความเป็นเพศเดียวกัน มันอาจจะพอเข้าใจในบางจุดที่ควรจะต้องระวัง เลยคิดว่าน่าจะรับมือได้ค่ะ
อีกประเด็นหนึ่งคือกลัวผีมาก ถ้าเราคิดทำหนังเองเราจะไม่ทำเรื่องผีอยู่แล้ว เราไม่เสพงานผีหรือหนังผีเท่าไหร่เพราะกลัว แต่ถ้าเป็นแนวสยองขวัญเราไม่กลัว พวก Slasher หรือแหวะ เราเฉยมาก แต่ถ้าเป็นหนังผีนี่กลัว ยิ่งผีไทยจะใกล้ตัวมาก ตอนที่ได้อ่านบทภาพมันมาแล้วเราก็รู้สึกสนุก เหมือนเราลืมความกลัวไปได้โดยที่เราไปโฟกัสในจุดที่เราสนใจ เราอ่านครั้งแรกเราชอบ “ฟุตเหล็ก” มาก เรารู้สึกว่าเป็นไฮไลต์ที่น่าสนใจและจะเป็นไกด์พาให้เราเห็นภาพชัดขึ้น
ความยากของการทำเรื่องนี้ มันมีเรื่องของเวลาในการถ่ายทำ เราไม่มีเวลาจะมาเผื่อกับอะไร หรือทดลองทำอะไร มันไม่มีเวลาขนาดนั้น เวลามีจำกัด ดีเทลเยอะ มันไม่ได้ยืดหยุ่นได้ขนาดนั้น รวมถึงการจัดการของหนัง อย่างพวกมิวสิกวิดีโอมันเป็นเพลง มีเพลงปูมาให้เราแล้ว เหมือนเราทำงานครึ่งหนึ่งของเพลงที่เล่ามา พอเป็นหนังโดยเฉพาะมีความสยองขวัญ มีความขยี้ เราจะรู้สึกว่าเท่าไหนมันถึงจะพอแล้ว หนังมันมีเวลาครึ่งชั่วโมง มันจะสโลว์เบิร์นไม่ได้ ถ้ามองแบบกราฟก็จะเป็นกราฟที่ไต่ขึ้นไป พอถึงจุดหนึ่งแล้วเราต้องสับเลย อาจจะมีพักหายใจนิดนึงได้บ้าง มันไม่ใช่เพลงร็อกที่สับมาตั้งแต่แรก ในการทำโฆษณาหรือซีรีส์ที่เคยทำ มันมีกราฟที่บังคับอยู่แล้วว่าจะต้องขยี้ทุกๆ ช่วงไหน ซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกัน
ในมูดของหนัง เราก็ไม่ได้มีจัมป์สแกร์อะไรเบอร์นั้น แต่โหดประมาณหนึ่ง ถ้าเลือกได้อยากโหดกว่านี้ ในแง่ของตัวเงินของโปรดักชัน เราทำให้โหดกว่านี้ได้ และเราก็ชอบ สนุก สะใจที่จะได้เห็นความโหด เพราะอย่างที่เราบอก เราไม่ได้กลัว เรื่องเลือดเราสู้ตาย เพราะเราก็ผ่าน MV ที่มันมีเลือดสาดมาแล้ว
โลเคชันเรื่องนี้ไปถ่ายที่ไหน เป็นยังไงบ้าง
เรื่องนี้เราถ่ายกันที่หอพักของโรงพยาบาลแถวคลองหลวง หลักๆ มีถ่าย 2 โลเคชันไม่ห่างกัน แต่ว่าที่หลักเลยคือหอพัก บรรยากาศพร้อมเจอผีมาก จริงๆ ตึกสวยมีโครงของห้องพักแบบเก่าและเก่ามาก เกือบจะเรียกว่าร้างละ มีคนอาศัยอยู่ไม่กี่ห้อง ห้องส่วนใหญ่คือร้าง เราก็เลือกห้องหนึ่งแล้วบิลด์จากสิ่งที่ห้องมีให้ เราทำห้องใหม่หมดเลย แต่ว่าตัวห้องน้ำหรือโครงสร้างมันเป็นโครงเดิม มีผนังที่เป็นของเราเพราะมันต้องมี Mechanic เยอะอยู่ มีร่องรอย มีเลือดสาด อีกไม่กี่เดือนเขาจะทุบทิ้งละ แปลว่าจะไม่มีใครได้ถ่ายซ้ำของเราแน่ๆ
พอความที่เหตุมันเกิดขึ้นในห้อง มันมีความแออัด ทีมงานมีพยายามเอาแอร์เข้าไป แต่เสียงลมมันก็กวน และยากไปกว่านั้นคือตึกอยู่ติดถนน รถแถวนั้นซิ่งกันสุดฤทธิ์ รถหวอก็วิ่งในระดับหนึ่ง และมีวันหนึ่งก็มีเสียงมาจากงานวัด ซึ่งวัดอยู่ไกลมากแล้วเบสกระหึ่มมาก จนโปรดิวซ์บอกให้ฝ่ายโลเคชันไปดูซิว่าที่ไหน ฝ่ายโลเคชันคือวัดอยู่ทิศไหนยังไม่รู้เลย จะไปดีลกับเจ้าอาวาสยังไงดี เขาจะเปิดแบบนี้อีกกี่วัน ก็ต้องทำใจกันไป โชคดีที่บทพูดมันไม่ได้เยอะขนาดนั้น ถ้าเป็น MV สบายเลย เร็กคอร์ดน้อยมาก แต่กับหนังมันต้องโฟกัสกับเสียง เป็นโลฯ ที่ไม่ค่อยเหมาะกับหนังที่บทพูดเยอะเท่าไหร่

ความสยองขวัญที่มันคอนทราสต์กับห้องสีชมพู
ต้องบอกตามตรงว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้รีเลตกับ “สีชมพู” เลย แต่ไม่ใช่ว่าไม่ชอบสีชมพูนะ แค่มันไม่คุ้นเคย ถ้าย้อนไปในอดีตตอนที่ทำหนังสั้น เขาจะมีการเล่นเรื่องสี เราก็ได้สีชมพู ต้องใส่ชุดชมพู ความตลกก็คือว่าเรื่องนี้มันต้องใช้สีชมพูทั้งเรื่องอีก มันไม่ใช่แค่ฉากหนึ่ง ซึ่งเข้าใจเพราะมันเป็นธีมของหนัง มันเป็นเรื่องจริงที่มีที่มาที่ไป เราเริ่มสนุกตรงที่เราจะสร้างความสะพรึงกับสีนี้ได้ยังไง มันเป็นความขัดแย้งกันที่น่าสนใจ เราพยายามหาคู่สีที่ทำให้ลงตัว เราก็ไปจับคู่กับ “สีน้ำเงินซีด” ที่มีความหมายถึงความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความเหงา เป็นสีตรงข้ามที่มันขัดแย้งกันกับสีชมพู แล้วพออยู่ด้วยกันมันสวยมาก พอเราเจอสีนี้เราก็จะตะครุบไว้ บอกทีมอาร์ตเราขอคู่สีนี้นะ และก็เกาะโทนนี้เอาไว้ตลอด
ถ่ายหนังผีมีเจอดีอะไรกันบ้างไหม
พอเป็นหอพักของโรงพยาบาลมันก็มีบรรยากาศเอาเรื่องอยู่ มีฉากหนึ่งที่เราต้องเลือกเซตเพื่อทำศาลพระภูมิ เราก็มองหาว่าจะทำตรงไหนดี ด้านหลังตึกโรงพยาบาลมันมีพุ่มต้นไม้หนึ่งที่คิดว่าเหมาะ แต่ถัดมานิดเดียวมันมีเก้าอี้เตียงขาหยั่งของโรงพยาบาลวางอยู่ ซึ่งเข้ากับเรื่องเรามากเลย สะพรึงนะ ไม่คิดว่าจะเจอของแบบนี้ตรงนี้ แต่เราจะขอยังไงดีให้เตียงนี้ขยับออกไป ก็ได้ทีมอาร์ตช่วยเอาไว้
ตอนบล็อกช็อตมันก็มีเสียงบางอย่างก๊อกๆ แก๊กๆ ทีมงานก็คุยกันว่าไม่ใช่หรอกมั้ง คงไม่มีอะไรมั้ง ด้วยความที่งานมันต้องรีบโฟกัส เราก็ไม่มีเวลาที่จะใส่ใจมากนัก ในระหว่างถ่ายทำก็มีอีก ทีมซาวนด์ของเราวีนฉ่ำมาก เงียบหน่อย ข้างนอกใครคุยกัน เสียงแทรกตลอด มีคนคุยกันไม่หยุดมันเร็กคอร์ดไม่ได้ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือตอนใกล้จะเลิกกอง เคลียร์ทีมกองถ่ายข้างบนลงมาหมดละเพื่อที่จะถ่ายช็อตสุดท้าย ทีมเสียงก็ตะโกนบอก เงียบหน่อย ยังมีคนพูดอยู่เลย ทีมกล้องหรือเปล่า ทีมไฟหรือเปล่า ขอเงียบก่อนมีคนพูดในห้อง แล้วทุกคนต้องรู้สึกยังไง ทุกคนอยู่ข้างล่างแล้ว เงียบหมดแล้ว ทีมเสียงก็บอกว่ามันจับไม่ได้ว่าเสียงใครแต่มีคนพูดตลอด ทีมงานก็พยายามไม่ตีฟู ก็เปลี่ยนเรื่องคุยในความมืดนั้น
มีการทำเทคนิคพิเศษอะไรบ้างไหมในเรื่องนี้
มีหลายจุดนะเทคนิคพิเศษ จะมีส่วนหนึ่งของหนังที่เราจะตั้งเครนที่ห้องชั้นล่างเพื่อที่จะถ่ายตาม “คะนิ้ง” เดินขึ้นไปถึงชั้นบนของตึกซึ่งเป็นตึก 4 ชั้น กล้องจะค่อยๆ ไล่ไปทีละห้องๆ เป็นการถ่ายลองเทก ตอนที่จะทำซีนนี้ก็มีการพูดคุยกันอยู่พอควรว่าระยะมันจะทำได้หรือเปล่า หรือเราจะเปลี่ยนเป็นโดรนแทน แต่ในฐานะตากล้อง เขามองว่าการใช้เครนลงตัวที่สุดแล้ว ระยะอะไรก็ได้แล้ว ที่ยากเพราะมันจะต้องพอดีกันทั้งหมด คะนิ้งก็ต้องเล่นให้ได้ตั้งแต่เริ่มจนจบ ซึ่งเราก็ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะแก้มันไปเรื่อยๆ มันก็มีหลายจุดที่จุกจิก ใช้เวลากับการเซตอัปนานพอควร มีการเตรียมความพร้อมในเทคนิค ใช้เวลาใช้เงินในระดับหนึ่งเลย และใช้ความพยายามของทีมงานและนักแสดงสูงด้วย

นอกจากความสยองขวัญแล้วยังมีเมสเซจอะไรที่อยากบอกคนดูอีก
ในส่วนของหนังตอน “ห้องชมพู” ด้วยโครงสร้างและบทมีความน่าใจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราเติมเข้าไป ปรับจูนให้ตรงกันคือมุมมองของเพศหญิงด้วยกัน ให้คนเรามองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น ระวังตัวมากขึ้น ยังเปิดมุมมองที่คิดว่าตรงกับนักศึกษาที่อาจจะต้องย้ายไปอยู่ที่ไหนลำพัง เราโตขึ้นกล้าคิดกล้าทำอะไรคนเดียวมากกว่าเดิม แต่ความปลอดภัย ความไว้ใจ และการดูแลตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญ
ส่วนในงานการกำกับ เราพยายามใส่สีสันให้มันย่อยง่ายขึ้น อยากให้คนดูได้ความบันเทิง ในขณะเดียวกันเราก็ใส่คาแร็กเตอร์ของเราเข้าไป มีกลิ่นแบบนี้นะ เป็นอีกสไตล์ที่อยากให้ลองสัมผัสกันว่าชอบมันหรือเปล่า และเชื่อว่าในตอนอื่นๆ ของ “เทอม 4″ ก็จะมีคาแร็กเตอร์ที่น่าสนใจเหมือนกัน ผู้กำกับแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เรามีทีมเขียนบทเดียวกัน ในระดับหนึ่งมันก็จะมีบางสิ่งที่เป็นโลกเดียวกันอยู่ ซึ่งเรามองว่ามันไม่ได้หลุดคอนเซปต์จนน่าตกใจ คนดูหนังจะเก็ตวิธี แค่ความสยองของแต่ละเรื่องมีสีสันที่ต่างกันไป หวังว่าความแตกต่างตรงนี้จะทำให้ “เทอม 4″ ดุสนุกยิ่งขึ้นไปอีก
หลังจากเรื่องนี้แล้วอยากกำกับหนังต่อไปไหม
สนุก ก็เป็นไปอย่างที่คนบอกว่าสนุก ขอให้ออกมาเป็นที่พอใจกับหลายๆ ฝ่ายก่อน ส่วนเราก็อยากทำหนังที่ย่อยง่าย คนดูดูด้วยความเข้าใจ อยากทำหนังที่เข้าถึงคนทุกประเภท แต่ยังมีความเป็นตัวเราอยู่ ก่อนที่เราจะมาทำตรงนี้ เราดูคลิป เราศึกษาในสิ่งที่ผู้กำกับท่านอื่นสอนๆ กันมา พอได้รับทำจริง มันก็เทียบไม่ได้เลย มันก็มีหลากหลายสิ่งให้เราต้องมอง เราไม่มีทางรู้จนกว่าเราจะได้ทำมันจริงๆ ถึงสายงาน MV จะเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน แต่เรารู้ว่ามันคนละแบบเมื่อเราลงมือทำ พอวันนี้ได้ทำเราก็อ๋อ…มันเป็นอย่างนี้เอง ถึงความอ๋อมันจะเป็นเสี้ยวหนึ่งของจักรวาลการทำหนัง แต่อย่างน้อยเราก็มาอยู่ในจุดหนึ่งละ
ฝากแฟนๆ ติดตามหนังเรื่อง “เทอม 4″
อยากจะฝาก “เทอม 4 ตอนห้องชมพู” ไว้ในอ้อมใจนะคะ ถือว่าเป็นหนังเรื่องแรกของเรา สีชมพูอาจจะไม่ได้เข้ากับใบหน้า แต่รับรองความแซ่บค่ะ เราตั้งใจอยากให้มันสนุกและมีความแตกต่างจากเรื่องอื่น และ “เทอม 4″ ก็มีอีกหลายเรื่องที่มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน มันน่าจะเป็นความสนุกที่รวมรสแล้วลงตัว คอมเมนต์ได้แต่เบาๆ กันหน่อย ฝาก “เทอม 4″ สี่เรื่องสยองนี้ไว้ด้วยนะคะ วันนี้ ในโรงภาพยนตร์ค่ะ