คุยกับ “มะเดี่ยว ชูเกียรติ” ผู้กำกับภาพยนตร์ “MONDO รัก | โพสต์ | ลบ | ลืม” เมื่อ “เทคโนโลยี” คือวิถีชีวิต “ปัญญาประดิษฐ์” คือโลกเสมือน และ “รักเสมอ” ยังคงเป็นความรู้สึกที่ยากจะลบเลือน

จุดเริ่มต้นไอเดียและแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่องนี้

แรงบันดาลใจเรื่องนี้ก็มาจากว่าทุกวันนี้เราใช้โซเชียลมีเดียเยอะขึ้น มีการใช้ AI แอปพลิเคชันต่างๆ ที่มันช่วยเราทำงานได้เยอะมากขึ้น ก็เลยจินตนาการว่าแล้วถ้าในอนาคตมันช่วยเราในหลายๆ เรื่องได้แล้ว มันจะช่วยเราตัดสินใจในการดำเนินชีวิตที่เป็นชีวิตจริงๆ ของเราได้มั้ย ก็เลยมาลองเล่าเรื่องนี้กันดูและจินตนาการให้มันบรรเจิดไปอีก ถ้ามันพาเราไปไกลกว่าที่เรารู้ เรื่องราวมันจะเป็นยังไง

โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมากตั้งแต่เราทำหนังมาเรื่อยๆ ก็ลองสังเกตคนรอบตัว ความสัมพันธ์ของคน การปฏิบัติต่อกัน การเข้าหากัน การพลัดพรากจากกันอะไรแบบนี้ มันเปลี่ยนไปเยอะนะ โดยเฉพาะโลกที่เราเอาตัวเราเข้าไปในโซเชียลมีเดีย ในโลกอินเทอร์เน็ต โลกออนไลน์ ทุกคนเชื่อมโยงไปกับมัน ยึดมันเป็นสรณะ แล้วเราก็เห็นอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่าง “อินฟลูเอนเซอร์” (Influencer), “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” (Content Creator), “บล็อกเกอร์” (Blogger) “รีวิวเวอร์” (Reviewer) ต่างๆ นานาอะไรอย่างนี้ คนที่เติบโตจากการใช้ “โซเชียลมีเดีย” และมันก็เป็นอาชีพได้จริงๆ สิ่งหนึ่งที่สะท้อนมาได้ก็คือชีวิตมันถูกกำหนดด้วย “ตัวเลข” ไปซะเยอะเลย แล้วมันก็ทำให้คนรู้สึกว่าคุณค่าของฉันมันผูกมัดอยู่กับตัวเลขที่กำหนดว่าลูกค้าจะจ้างฉันมั้ย มีคนฟอลฉันเยอะมั้ย มีคนเห็นด้วยกับสเตตัสที่โพสต์ขนาดไหน มีคนเอนเกจเมนต์กับคอนเทนต์อะไรเข้าไปอีก คือสิ่งเหล่านี้มันกำหนดเราให้กลายเป็นแบบใดแบบหนึ่ง

มันก็เกิดคำถามใหม่ว่า “ความเป็นมนุษย์” ของเรามันถูกชั่งวัดตวงอย่างนี้ได้หรือเปล่า จริงๆ คำนี้เคยพูดถึงตอนหนังเรื่อง “13 เกมสยอง” (2549) เรื่องของการวัดคุณค่าของความเป็นมนุษย์เนี่ย แต่เรื่องนี้ไม่ซีเรียสขนาดนั้น จริงๆ มันมีความเป็นวิทยาศาสตร์อะไรคล้ายๆ กันอยู่ มันก็เลยอยากจะเล่าเรื่องๆ  หนึ่งที่มุมมองของเรามีต่อมนุษย์ที่เปลี่ยนไปตามวิถีของสังคม ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป ตัวเราที่เปลี่ยนไป เราถูกขับเคลื่อนด้วยสถิติ ด้วยอัลกอริทึม (Algorithm) ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้หรอกว่ามันทำให้เราเป็นคนแบบนี้ และมันกำลังจะพาเราไปทางไหน

 

เรื่องราวของ “MONDO รัก | โพสต์ | ลบ | ลืม”

เรื่องนี้ก็จะเล่าเรื่องราวของ “ยี่หวา” (พลอย พลอยไพลิน) ที่เป็น “ยูทูบเบอร์” ซึ่งเป็นอาชีพที่ชัดเจนที่สุดว่ามีชีวิตอยู่บนตัวเลข ตัวเลขยอดซับ ยอดวิว ยอดเอนเกจเมนต์ในการกำหนดชีวิต ซึ่งจริงๆ เธอก็ไม่ได้อยากเป็นอะไรขนาดนั้น แต่หนทางชีวิตทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ก่อน และเธอก็กำลังเดินมาถึงจุดที่จะต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้าในหน้าที่การงานกับความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งความสัมพันธ์ของยี่หวาก็จะมี “ดอม” (เกรท สพล) แฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วก็ยังไม่ได้ตกร่องปล่องชิ้นกันซักที เพราะว่าเธอทำยูทูบท่องเที่ยวช่อง “โสดไปไหน” อยู่ เธอก็กลัวว่าถ้าเกิดเปิดตัวแฟน อาชีพการงานจะไม่ก้าวหน้า แฟนคลับที่ติดตามอยู่อาจจะเทเธอได้อะไรอย่างนี้ รวมถึงปัญหาในครอบครัวของดอมก็ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ด้วย

จนกระทั่งบังเอิญเธอก็ได้เจอกับ “เม-บอต” (May-Bot) โปรแกรมเอไอ (AI) ที่เป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจว่าทำอะไรดี ซึ่งเธอก็เลือกที่จะเชื่อเม-บอตในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ รวมทั้งความสัมพันธ์ของเธอกับดอมด้วย ไปๆ มาๆ เม-บอตก็ดันให้เลือกเอาความก้าวหน้าในอาชีพการงานซึ่งมันก็นำพาเธอให้ไปเจอกับ “หวัง” (มีน พีรวิชญ์) ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลแต่เป็นเพื่อนเก่าสมัยมัธยมแถมยังเป็นเจ้าของโปรแกรมเม-บอตนี้ด้วย และแล้วชีวิตของยี่หวาก็ก้าวหน้าจริงๆ เมื่อมาเจอกับหวัง แต่เธอจะยอมทิ้งคนข้างหลังเธอไปได้จริงๆ เหรอ และการที่เธอต้องผจญภัยไปตามคำตอบของเม-บอตในแต่ละเรื่อง มันก็ทำให้เธอค้นพบอะไรหลายๆ อย่าง รวมถึงได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิตและความสัมพันธ์ส่วนตัวและครอบครัวอีกด้วย

 

 

ชื่อเรื่อง “Mondo” หมายถึงอะไร

“Mondo” (มอนโด) จริงๆ มันแปลว่า “โลก” เป็นภาษาอิตาลี โลกทุกวันนี้ก็คือโลกแบบหนึ่ง ในโซเชียลก็คือโลกอีกแบบหนึ่งที่มีคำติดปากว่าโลกโซเชียล โลกอินเทอร์เน็ตอะไรอย่างนี้ ซึ่ง “โลกเสมือน” (Virtual Reality) ที่ตัวเอกในเรื่องสร้างขึ้นมามันใช้ชื่อว่า Mondo” นี่แหละ มันก็คือโลกอีกแบบหนึ่ง คำๆ นี้ มันเป็นไปได้หลายมิติ หลายเลเยอร์มาก มันอาจจะพูดถึงทางโลกอะไรอย่างนี้ ถ้าในหนังมันก็เป็นชื่อของ “เมตาเวิร์ส” หรือ “จักรวาลนฤมิต” มันเป็นจักรวาลหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเสมอเหมือนเราเข้าไปใช้ชีวิตในนั้นได้จริงๆ อันนี้ก็เป็นเมตาเวิร์สของตัวละครที่สร้างขึ้นมาจากข้อมูลของผู้ใช้จริงๆ

หนังเรื่องนี้มันพูดถึงโลก โลกของนางเอก โลกของทุกคน ทุกคนมีโลกของตัวเอง เราใช้ชีวิตในโลกที่มันมาผสานกลืน (Merge) กัน แล้วมันจะดีหรือมันจะเลว มันจะทำให้เป็นยังไง แต่สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ร่วมกัน มันมีทั้งโลกจริง โลกเสมือน โลกของคนนั้น โลกของคนนี้ โลกจริงของเรา โลกเสมือนคนอื่น โลกเสมือนของเรา กับโลกจริงของคนอื่น มันมารวมกันหมดเลย มันก็เลยกลายเป็นชื่อนี้ขึ้นมา

 

“เม-บอต” ในเรื่องนี้คืออะไร

จากหนังเรื่องนี้ “เม-บอต” ก็คือโปรแกรมหรือบอตที่ตัวละคร “หวัง” สร้างขึ้น มันสามารถรู้เกี่ยวกับตัวเราหลายๆ อย่าง มันก็คือ AI (เอไอ) นี่แหละ มันเป็น “แชตบอต” (Chat Bot) เครื่องตอบคำถามภาษามนุษย์อะไรแบบนี้อย่างที่เรารู้จักทั้ง Chat GPT, Bas-AI, Alisa AI คือเราใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้นๆ ทุกวันแล้วล่ะ เด็กเจนหลังๆ จะคุ้นเคยกับมันค่อนข้างเยอะ

จริงๆ มันอยู่ใกล้เรามาตลอด เพียงแต่ว่ามันไม่คุยกับเราเท่านั้นเอง ทุกครั้งที่เราทำธุรกรรมในมือถือ ซื้อของในออนไลน์อะไรต่างๆ บอตพวกนี้มันเก็บข้อมูลเราเอาไว้หมด มันมีอยู่รอบตัวเรา มันเห็นเรา มันดูเราโดยที่เราไม่รู้ เม-บอตก็คือพวกเดียวกับมันนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเม-บอตมันจะเสนอหน้ามาคุยกับเรา แล้วมันถูกสร้างขึ้นมาโดยอะไรบางอย่าง ซึ่งต้องไปดูในหนังกันอีกที เป็นตัวละครที่เอาจริงๆ มันก็มีโอกาสที่อาจมี Free Will เจตจำนงเสรีของมันได้ ก็เป็นอีกตัวละครที่มีพัฒนาการ แต่มนุษย์จะยอมให้มันเป็นอย่างนั้นมั้ย มันรู้ดีกว่าเราทุกอย่าง แต่ที่เราไม่ตกเป็นทาสมันก็คือเรามีอารมณ์ความรู้สึก มันบอกเราว่าแบบนี้ๆ นะ ทำแล้วมันจะดีนะ ก็เหมือน Google Map ไปเส้นนี้สิมันเร็วกว่านะ แต่เราบอกไม่อยากไป วิวไม่สวย คือมนุษย์มันจะมีความแบบนี้อยู่ไง มนุษย์มีความรู้สึก และเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ ก็อย่าให้เราขาดสิ่งที่เป็นความรู้สึกนึกคิดไป อย่าให้ความเป็นมนุษย์ของเรามันหายไป

 

 

ส่วนผสมระหว่างความเป็นภาพยนตร์ “โรแมนติกคอมเมดี้” กับ “ไซไฟ”

จริงๆ เรื่องนี้มันก็คือหนังโรแมนติกคอมเมดี้ผสมความเป็นไซไฟอยู่ด้วย เพราะตัวละคร “เม-บอต” ของเราเนี่ยมันไม่ได้เป็นตัวอะไรตลกๆ แต่มันเป็นจินตนาการที่มีหลักการของ AI ของเทคโนโลยีของเราทุกวันนี้มารองรับอยู่ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน มันเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้มากแล้ว ใกล้ถึงจริงๆ แล้วด้วย คือเราใช้มันทำงานหลายๆ อย่าง มันรู้ว่าเราต้องการทำอะไร เราจะไปทางไหนแล้วมันก็สามารถไกด์ให้เราเลือกได้ด้วยนะว่าเราจะตัดสินใจแบบนี้ๆ มันน่ะรู้จักเรามากกว่าที่เราคิดอีก มันรู้ว่ามนุษย์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ใช่ไหม ดังนั้นมันก็ตอบสนองคำถามของเราให้เป็นอย่างที่เราอยากได้ยินได้ฟัง และเพื่อที่จะไกด์ให้เลือกไปในทางที่มันจะเลือกให้ มันมีส่วนที่ทำให้เราเป็นแบบนี้กันทุกคนเลย ชีวิตเราทุกวันนี้ก็ไซไฟ โซเชียลมีเดียที่ใช้กันอยู่ก็ถูกคิดค้นขึ้นโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อมันยึดครองข้อมูลของเราไปส่วนหนึ่ง แล้วข้อมูลตรงนั้นก็ถูกนำไปทำอะไรบางอย่างเพื่อจะกำหนดทิศทางเราหรือสังคม มันก็คือไซไฟแบบหนึ่ง

เรื่องนี้มันจึงเป็นไซไฟที่เราสัมผัสได้ อย่างที่บอกทุกวันนี้เราก็ดำเนินชีวิตไปด้วยวิทยาศาสตร์อยู่แล้วนะ เราสัมผัสกับมันอยู่แล้วแค่เราไม่รู้ตัว เราไม่รู้ว่ามันทำอะไรกับเราบ้าง เรื่องนี้มันคือไซไฟที่เรามองผลกระทบที่มันมาถึงปลายทางของเราแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เราตระหนักรู้ขึ้นว่าเราอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้วนะ เราอยู่เฉยๆ ก็ถูกมันมายุ่งกับเราแล้ว อย่าว่าแต่หยุดนิ่งเลย แค่เราเดินช้าลงก็มีคนแซงเราไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีแนวโน้มว่าจะแทนมนุษย์ได้ เอาจริงๆ มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ที่น่ากลัว มันเป็นหนังไซไฟที่ไม่มาฆ่าเรา แต่มันทำให้เราหมดคุณค่าไปอย่างช้าๆ

ส่วนความรักและความโรแมนติกคอมเมดี้ในเรื่องนี้ มันก็เป็นรักในสมัยนี้ละกัน มันไม่ได้แบบผูกพันกันแน่นแฟ้น หรือแบบจะเป็นจะตายเพื่อให้ได้รักกัน ได้สมหวังอะไร ในทุกวันนี้เราทุกคนก็อยู่ในยุคสมัยที่ถ้าเราแบบสมมติเลิกกับคนนี้ไปแล้วเราอาจจะเจอคนใหม่ภายในวันสองวันนี้ก็ได้ เพราะเราสามารถเจอกันได้ง่ายขนาดนั้น แต่ตัวละครในหนังเรื่องนี้ทุกคนก็ยังพยายามจะผูกพันกันอยู่ มีสายสัมพันธ์ต่อกันอยู่อย่างแน่นแฟ้นโดยไม่ขาดหายไปไหน สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่พิเศษขึ้นมาหน่อย คือกลุ่มคนที่พยายามจะยึดโยงอยู่ด้วยกันในสมัยที่โลกมันเชี่ยวกรากขนาดนี้แล้ว

 

ความเป็น “ครอบครัว” ก็ยังอยู่ใน “หนังมะเดี่ยว” แทบทุกเรื่อง

เรื่องนี้จะมีพาร์ตของครอบครัวที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ที่ผ่านมาอย่างตอน “รักแห่งสยาม” (2550) มันก็เป็นครอบครัวในมุมของเด็กวัยรุ่นมองเห็นครอบครัวและแบบมุมที่โลกของคนที่ยังเป็นเด็กอยู่อะไรแบบนี้ แต่มุมของครอบครัวในหนังเรื่องนี้ ตัวละครทุกคนมันโตแล้ว มันก็จะเป็นผู้ใหญ่เหมือนกันหมด แล้วมันก็จะคิดไม่เหมือนกัน ทำอะไรไม่เหมือนกันนั่นแหละ แต่ครอบครัวก็คือโลกๆ หนึ่งที่รวมผู้คนหลากหลายเอาไว้อยู่เหมือนกัน มุมมองก็จะไม่เหมือนกับตอนที่เราทำ “รักแห่งสยาม” หรือ “เกรียน ฟิคชั่น” (2556) อะไรแบบนี้ จะเป็นอีกครอบครัวคนละแบบ

ความเป็นครอบครัวในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่จะบอกว่าเราขาดกันไม่ได้ คุณค่าของครอบครัวเนี่ยมันเป็นหน่วยเล็กที่สุดที่สร้างพวกเราขึ้นมา ไม่ว่าโลกมันจะโหดร้ายขนาดไหนคนก็พยายามพูดถึงการอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว มันเหมือนสำคัญน้อยลง แต่เราก็ยังเชื่อว่ามันเป็นจุดที่ยึดเหนี่ยวให้เราอยู่ด้วยกันได้ มันทำให้สังคมเป็นสังคมได้ ทำให้มนุษย์เรายังเป็นมนุษย์อยู่ได้ ถ้าเรามองลึกๆ กลับไปหามันอีกทีว่าที่เราเป็นเราอยู่อย่างนี้มันเกิดจากอะไร มันก็เกิดจากความรักความผูกพันกันไม่ทอดทิ้งกันของคนที่เรียกว่าครอบครัว

 

 

ภาพสะท้อนชีวิตผู้คนกับโลกยุคปัจจุบัน

คือหนังมันก็จะเล่าเป็นคู่ขนานกันไป ชีวิตที่ต้องถูกไดรฟ์ด้วยเกมของอัลกอริทึมต่างๆ กับชีวิตคนจริงๆ ที่อยู่ด้วยกันเนี่ยเขาสำคัญกับคุณมั้ย บางทีมันถูกหลงลืมไปว่ามนุษย์มันมีข้อบกพร่องกันทุกคน เมื่อก่อนเรารักกันโดยมองข้ามความบกพร่องของกันและกันได้เนาะ แต่ทุกวันนี้เราแทบจะคิดว่าเรามองหาแต่สิ่งที่ดีขึ้นๆ ไอ้การที่เรามองหาสิ่งที่ดีขึ้น และการที่พยายามทำให้คนที่ไม่สมบูรณ์ฟิกซ์ให้เป็นอย่างที่เราต้องการ ไอ้นี่แหละคือเรื่องตลก เรื่องเบาสมองสำหรับเรา จะว่าไปมันก็เป็นตลกร้าย จริงๆ คุณไม่สามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้หรอก การทำสิ่งเหล่านั้นมันดูโง่เง่าขบขันมากเลย และไอ้เรื่องนี้แหละมันก็จะเป็นรีเฟล็กซ์ให้ตัวนางเอกกับตัวเราเห็นกันและกันในหนัง

คือสุดท้ายมันก็ต้องย้อนกลับมามองดูความพึงพอใจ ความสุขของเราอยู่ตรงไหน มันต้องบาลานซ์ให้ได้ ไม่ใช่ว่าเราปฏิเสธโลกนั้นไปเลยนะ โอเคมันก็ส่งผลกับเรา แต่คุณอย่าลืมว่ามนุษย์ที่อยู่กับเรา ความสัมพันธ์ละเอียดอ่อนที่แบบมนุษย์พึงกระทำต่อกันจริงๆ คอมพิวเตอร์มันไม่รู้จักการให้อภัย แต่คนมันรู้จักไง แล้วคนก็มีความซับซ้อนอีกหลายแบบที่เราต้องเรียนรู้กันนะ เราต้องกลับมาคิดกันใหม่ว่าความซับซ้อนแบบมนุษย์ ถ้าเราทำความเข้าใจได้ มันก็จะทำให้ปลดปล่อยปมบางอย่างในชีวิตเรา ส่วนความซับซ้อนของอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ คุณรู้ไปก็เท่านั้นเพราะคนควบคุมมันไม่ใช่คุณ

 

เรื่องนี้ถือว่าเปลี่ยนแนวหรือแตกต่างจากเรื่องที่ผ่านมายังไงบ้าง

เราก็ยังทำหนังรักที่มีประเด็นละเอียดอ่อนเหมือนเดิม แล้วก็เติมความเร้าใจ ความวิทยาศาสตร์เข้าไปครึ่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ อาจจะสบายๆ ขึ้น แต่ก็ไม่สบายมากนะ คืออาจจะคลี่คลายกว่างานที่ผ่านมาเรื่องอื่นๆ พอสมควร แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะจริงๆ ธีมหนังของเรามันก็พูดเรื่องของมนุษย์เรื่องของคนเยอะ มันยังไม่หนีไปไหน

อันนี้มันวัย “เจนซี” (Gen Z) ยี่สิบกลางๆ ที่กำลังจะย่างเข้าสามสิบ เป็นวัยที่กำลังคิดเยอะคิดแยะเรื่องแบบว่ามีบ้านมีรถหรือยัง ความมั่นคงในชีวิตอยู่ตรงไหน อีก 5 ปี 10 ปีชีวิตจะเป็นยังไง มันก็เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อนะ คือถ้าคุณไปได้ดีในอาชีพการงาน คุณก็จะเริ่มขึ้น 30 ไปเป็นหัวหน้า หรือแบบว่าขึ้นระดับไปในทิศทางนี้ละ แต่ถ้าเกิดถึงอายุ 30 แล้วคุณยังไม่รอด ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ อันนั้นมันก็เรื่องใหญ่เหมือนกันนะ อันนี้ไม่ใช่ว่าเราเป็นไลฟ์โค้ชมาพูดอะไรแบบนี้ แต่ว่าคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้ น้องๆ ส่วนใหญ่ที่ไปคุยไปถามก็จะมีความกังวลไง ถ้าเขายังไม่ถูกยอมรับในสาขางานใดก็ตามในช่วงวัยนี้ เขาจะวิตกมากว่าเขาจะเอาตัวเองไปอยู่ที่ไหน เช่นเดียวกับตัวละครในหนังเรื่องนี้แหละ

 

 

บทบาท-คาแร็กเตอร์หลักของเรื่องนี้

“ยี่หวา” รับบทโดย “พลอย พลอยไพลินก็เป็นผู้หญิงวัยทำงานคนหนึ่งที่ทำงานมาได้ซักพักแล้วล่ะ แล้วก็จะเป็นวัยที่มีความกังวลว่าจะต้องเลือกอะไรซักอย่างหนึ่ง ทุกคนเป็น มีบ้านมีรถหรือยัง ผู้หญิงก็มักจะถูกญาติถามว่ามีครอบครัวหรือยัง มีนั่นมีนี่หรือยัง เป็นวัยที่สับสนนะ ไม่ได้สับสนเรื่องอื่น เขารู้แล้วแหละว่าเขาอยากจะใช้ชีวิตยังไง แต่ว่าเขาเพิ่งจะรู้ว่าชีวิตโดยตัวคนเดียวของเขามันมันไม่ได้มีทางเลือกที่อิสระขนาดนั้น มันมีอย่างอื่นมาบีบให้เขาจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อีก แต่เราว่ายี่หวาก็เหมือนเราทุกคนที่แสวงหาหรือคิดว่าตัวเราเองจะอยู่บนโลกนี้ยังไงอย่างมีความสุขและได้ทุกอย่างที่ต้องการ และเขาจะเป็นวัยที่กำลังจะเรียนรู้แล้วว่ามันไม่ได้ทุกอย่างที่ต้องการหรอก เป็นผู้หญิงที่สนุกสนานร่าเริง แต่ความร่าเริงแบบที่มีอยู่มันจะเป็นวัยที่ยี่สิบปลายๆ แล้วมันก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นแบบคิดเยอะ นึกถึงเรื่องข้างในเยอะแล้วอะไรอย่างนี้ เป็นคนมีเอเนอร์จี (Energy) เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค โดยเราเห็นยี่หวาแล้วเราก็จะรักเขา คือเหมือนน้องพลอยแหละ แต่เราไม่รู้ว่าน้องพลอยจะเหมือนยี่หวาขนาดไหน เพราะยี่หวาจะมีชีวิตเบื้องหลังที่ค่อนข้างจะดราม่าอยู่เหมือนกัน

“ดอม” รับบทโดย “เกรท สพล” เป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน เป็นตัวแทนของผู้ชายจากครอบครัวคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative) อนุรักษ์นิยมเลย บ้านเขาก็จะทำกิจการจีนแบบดั้งเดิม (Traditional) คือทำพิธีมงคลเก่าแก่โบราณอะไรพวกนี้ เป็นวิถีที่ทุกวันนี้ก็ยังมี เป็นครอบครัวคนจีนแต้จิ๋วปนไทย เป็นคนที่ยึดมั่นอะไรแบบนี้อยู่ เขาไม่เล่นโซเชียล ก็จะใช้ชีวิตไปตามวิถีของเขา แล้วเราไปมองว่าเขาเชย ตามนั่นตามนี่ไม่ทันอะไรแบบนี้ แต่เขาก็มีมุมของเขาอยู่ เขาต้องการอยากมีครอบครัวตามอุดมคติของบ้านคนจีนว่าเขาจะต้องเป็นคนที่ดูแลและสืบทอดกิจการในฐานะลูกชาย เพราะลูกชายคนโตของบ้านนี้นางไม่ยอมสืบทอด หน้าที่เลยต้องตกมาเป็นของดอมแทน แล้วเขาก็ไม่รู้จะประคองกิจการที่อยู่ในวิกฤตนี้ไปได้ยังไง เพราะทุกอย่างเป็นออนไลน์ไปหมดแล้ว แต่บ้านนี้ยังเป็นออฟไลน์อยู่เลย แถมยี่หวาแฟนของเขาก็ยังไม่อยากแต่งงานอีก เราว่าหลายๆ คนก็ยังเป็นดอมอยู่ ทุกวันนี้ไม่ใช่ทุกคนจะทันสมัยทันโลกไปซะทุกอย่าง มันก็จะมีคนที่ยังอยากจะอยู่กับโลกเก่าๆ ที่มันมั่นคงและไม่อยากให้มันเปลี่ยนไปอย่างนี้อยู่เหมือนกัน

“หวัง” รับบทโดย “มีน พีรวิชญ์” คือไอดอลของคนยุคนี้ ร่ำรวยจากการทำงานออนไลน์ มีเงินเก็บ เล่นคริปโต เทรดหุ้น งานสบาย เอาเงินไปลงทุนตามที่ต่างๆ ใช้ชีวิตแบบหรูหรา เป็นตัวละครในฝันของใครหลายๆ คนในยุคนี้ ก็จะเป็นคนอีกแบบหนึ่งที่เราเห็นกันทุกวันนี้ เพื่อนที่ร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อนที่พร้อมจะเกษียณตอนอายุ 35-40 เป็น Role Model ของคนรวยเร็วทุกวันนี้ หวังก็เป็นคนแบบนั้นแหละ แต่จริงๆ เขาก็ไม่ได้เป็นคนแย่อะไรนะ คือการที่เขาอยากเป็นคนรวยมันก็ไม่ได้ผิดจริงมั้ย แต่เขาอาจจะมุ่งสู่ความต้องการของเขาอย่างแรงกล้าจนอาจจะหลงลืมอะไรบางอย่างในชีวิตไป แล้วการได้มาเจอกับยี่หวาอีกครั้งเนี่ยมันทำให้เขากำลังจะค้นเจออะไรบางอย่าง

“เฮียได๊” รับบทโดย “พิช วิชญ์วิสิฐ” นี่เป็นพี่ชายของดอม แต่นางเป็น LGBT เป็นคนอายุสามสิบกว่าๆ แล้วเนี่ย ซึ่งในคนยุคนั้นเนี่ยการเป็น LGBT ในตอนนั้นกับครอบครัวที่อนุรักษ์นิยมขนาดนี้ก็เป็นเรื่องลำบากถึงขั้นที่ถูกตัดออกจากกองมรดกได้เลย เฮียได๊ก็จะมีแฟน มีบุตรบุญธรรม นางก็อยากไปมีชีวิตของตัวเอง เพราะนางไม่เอาอะไรกับบ้านนี้แล้ว นางไม่แคร์ ชั้นจะด่าทุกคน แต่จิตใจจริงๆ อะ ถ้าไม่แคร์จริงนางก็ไปนานแล้ว แต่นางก็ยังคงอยู่ช่วยที่บ้านนะจนกว่าน้องชายจะเดินต่อไปได้อย่างนี้ เพราะว่านางห่วงแม่ห่วงน้องอยู่ ก็เป็นคนปากร้ายใจดี วีนเก่งอะไรอย่างนี้ เป็นตัวละครอีกมิติหนึ่งที่อยากให้ดูกัน เป็นเหมือนความแตกต่างในบ้านนี้ พิชก็เล่นได้แบบอื้อหือ แต่ดูจบแล้วจะเกลียดไม่ลง

หมุยหลี” รับบทโดย “พี่ต๊งเหน่ง รัดเกล้า” เป็นสะใภ้ของบ้านนี้ คือพ่อของดอมเสียไปแล้ว เป็นผู้หญิงที่ติดอยู่ในครอบครัว คือต่อให้ผัวตายก็ออกไปไหนไม่ได้ก็ยังจะต้องดูแลบ้านนี้อยู่ ก็เป็นภาพที่ดอมมันเห็นแล้วมันก็ไม่อยากให้ยี่หวาเป็นอย่างนั้น แม่ต้องติดแหงะอยู่ในบ้านแล้วก็ต้องมาดูแลพ่อผัว แกเป็นผู้หญิงที่จริงๆ มีความฝันแต่ว่าไม่สามารถจะทำตามความฝันได้ เพราะว่าประเพณีที่สืบทอดกันมา แต่นางก็ไม่ได้จะมาเดือดร้อนอะไร หน้าที่ของนางคือเป็นเมียที่ดี เป็นลูกสะใภ้ที่ดี เป็นแม่ที่ดีอะไรอย่างนี้ ก็สะท้อนภาพตรงจุดนี้มากกว่า

“อากง” รับบทโดย “แอนนา ชวนชื่น” เป็นจุดศูนย์รวมของบ้านนะ คือพอพูดถึงบ้านในสังคมปัจจุบันคนแก่กับเด็กก็จะเป็นศูนย์กลางของบ้านนะ ไม่ว่าในยุคสมัยใดๆ คนแก่ก็ต้องเป็นที่เคารพนับถือ แล้วก็เป็นที่ที่เราต้องช่วยกันแบบเทกแคร์อะไรอย่างงี้ อากงก็จะแบบว่าป้ำๆ เป๋อๆ หลงๆ ลืมๆ เราเป็นมนุษย์น่ะต่อให้คนมันจะเก่าจะแก่จะ Malfunction แค่ไหนก็ยังถูกดูแลกันอยู่ ในขณะที่โลกของไซไฟ โลกของธุรกิจอย่างนี้ ซอฟต์แวร์อันไหนเอาต์เดตก็ทิ้งไป อะไรที่ตามไม่ทันก็ต้องทิ้งไป นี่คือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่คือมนุษย์มันต่างไป เราพัฒนาไปไกลแค่ไหนแล้วความเป็นมนุษย์ตรงนี้มันก็ยังอยู่

 

 

การร่วมงานกับทีมนักแสดงทีมนี้

สนุกมากเลย คือเรื่องนี้ทุกคนเล่นดี ทุกคนเล่นเก่ง เราก็สบายใจที่ได้กำกับคนที่เก่งอยู่แล้ว ก็แค่ปรับตรงนั้นตรงนี้ให้เข้ากันอะไรอย่างนี้ แล้วก็เป็นทีมนักแสดงที่เข้าขากันดีมาก จังหวะกำลังดี ไม่โบ๊ะบ๊ะเป็นซิตคอม แต่ก็ไม่จืด

ตอนแรกเราก็เลือกนักแสดงมาสามคนเหมือนเป็นหนังรักสามเส้า พอเรารวมสามคนเรายังไม่เห็นอะไรหรอก แต่พอเขาเล่นด้วยกันอย่าง “พลอย” กับ “เกรท” เนี่ยเขาจะเล่นเป็นคนที่รักกันมา 7-8 ปี แล้วเขาทำได้ดีมากเลย เราดูแล้วเราเชื่อว่ายังรักกันดูดดื่มอยู่ คือเกรทมันจะเล่นเป็นเบบี้บอยหน่อย อยู่ที่บ้านก็จะเป็นแบบว่าเด็กดีของแม่ของพี่ชายของอากงอะไรอย่างงี้ และก็เป็นตี๋น้อยขี้อ้อน แล้วพอมันมาอยู่กับพลอยก็จะดูเป็นแฟนที่น่ารัก เป็นแฟนที่ตามใจทุกอย่างเลย ไม่โกรธ ไม่ด่า ไม่ได้เป็นแบบ Toxic Masculine อะไรขนาดนั้น แต่กับเพื่อนๆ ก็จะดูเป็น Alpha Male เขาจะดูเป็นคนที่เป็นนักกีฬาแข็งแรงอะไรแบบนี้ ทั้งคู่ถ่ายทอดน่ารักมากเลย คือตอนแรกก็แบบหา Direction ไปยังไงดี เราก็เลยลองให้เขาเล่นแบบการ์ตูนๆ ไปเลย เล่นรอมคอมการ์ตูนไปเลยอะไรแบบนี้ก็ดี

ส่วนพอ “ยี่หวา” มาเจอกับ “หวัง” หวังเนี่ย เขาเป็นแบบคนมีฟอร์ม เขาเป็นนักธุรกิจ เขาจะมา Romance หวานซึ้งมันก็ไม่ใช่ทางของเขา เพราะก่อนหน้าพื้นเพสมัยเรียนเขาเป็นเนิร์ด ไม่ดูแลตัวเอง แต่พอกลายเป็นคนหล่อขึ้นมา เขาก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งมนุษย์อย่างหวัง เขาก็จะแสดงออกซึ่งความรักไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แล้วยี่หวาจะไปดี๊ด๊าใส่เขาเยอะก็ไม่ได้ ก็จะดูไม่ดี เวลาพลอยเข้าฉากกับ “มีน” เนี่ยก็จะเล่นกันอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าเล่นแล้วลุ้น มันก็จะมีคนที่ลุ้นแบบว่าเป็นกู กูก็เอาอะไรอย่างเงี้ย หล่อขนาดนี้ แต่มันไม่ได้ เธอมีแฟนอยู่แล้ว ซึ่งทั้งคู่ก็ต้องเล่นให้ไม่ล้ำเส้นไปเยอะเหมือนกัน นั่นก็เพื่อนกันทั้งนั้น แต่หวังก็เป็นตัวละครที่พร้อมจะข้ามเส้นมากเลยนะ เพราะมันเป็นคนทำ “เม-บอต” อยู่แล้ว คนก็อาจจะคิดว่ามึงก็เขียนให้เม-บอตไปบิลด์ให้ยี่หวามาสิอะไรอย่างงี้ ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ไง มันเป็นธุรกิจหนึ่งของเขาแค่นั้นเอง ซึ่งมีนก็ทำตรงนี้ได้ดี สิ่งที่มีนทำได้ดีมากๆ คือการพรีเซนต์งาน เพราะว่าตัวละครเขาจะต้องขายนั่นขายนี่อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ แล้วบทพูดจะยาวมาก มีนจะต้องจำบทพูดเป็นหน้าๆ และแบบพูดคนเดียวเยอะมาก ซึ่งน้องทำได้ดี

“พี่ต๊งเหน่ง” ก็เคยร่วมงานกันมาตอนทำละครแล้ว ไม่ได้ห่วงพี่ต๊งเลย แค่มาปรับมาจูนอะไรกันนิดหน่อย พี่ต๊งจะเป็นคนในกองที่เราแบบนั่งคุยด้วยเพื่อความสบายใจมากกว่า เพราะว่าแกจะลึกในตัวละครว่าเขาคิดอะไร เขาทำอะไร แล้วก็จะลึกในทุกๆ คนที่เล่นด้วยว่าลูกเป็นยังไง พ่อเป็นยังไง ไอ้ตัวละครนั้นๆ มันทำแล้วมันคิดอะไร แกจะช่วยหลายอย่าง แล้วบางทีแกชอบมานั่งใกล้ๆ มอนิเตอร์แล้วเราก็คุยกัน บางอย่างเราก็แบบจะอธิบายน้องๆ เขายังไงดี พี่ต๊งก็แบบลองแบบนี้สิ ซึ่งแกน่ารักมาก ทำให้เรามีวิธีในการสื่อสารกับน้องๆ ได้ดีขึ้น แล้วก็โดยส่วนตัวแล้วเรายังคุยกันหลายๆ เรื่องที่ดีที่ทำให้เราแบบมีแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไปได้

“พี่แอนนา” ก็เคยเจอกันตั้งแต่ “หลุด 4 หลุด ตอน ฮูอากง” (2554) ละ เรารู้สึกว่าพี่แอนนาเป็นนักแสดงตลกที่ทำงานด้วยแล้วสนุก ไม่มากไป ไม่น้อยไป เป็นคนที่ดูน่ารัก อย่างอากงต้องน่ารัก บางทีดุพูดจาโผงผางอะไรงี้ คือบางคนโผงผางแล้วจะดูหยาบคาย แต่พี่แอนนาโผงผางแล้วดูตลกและฮา แล้วเราก็แบบเจอแกสมัยโน้น แล้วพอมาเจอแกสมัยนี้ เรายังให้แกไปวิ่งอะไรเยอะแยะ พี่แอนนาครับ โทษทีนะครับ มันต้องเหนื่อยมากแน่เลย คือทุกคนทุกตัวละครมีความสำคัญหมดเลย ต้องรอดู

 

 

ความยากง่ายในการกำกับครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ความยากคือเราต้องผสมหนังสองแนว (Genre) เข้าด้วยกันคือ “โรแมนติก” กับ “ไซไฟ” ซึ่งก็ไม่ค่อยเห็นกันเยอะนัก แล้วเราพูดในสิ่งที่ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาพูดจริงจัง แต่ถ้าเราพูดจริงจังไปแล้วเราจะฉอดรึเปล่า หรือถ้าเราใส่ใจมันน้อยไปก็จะกลายเป็นหนังเบาๆ ทั่วไปอะไรอย่างนี้มั้ย แล้วก็ความรู้สึกว่าเราทำหนังให้ยุคสมัยนี้ดู ยุคสมัยที่ทุกคนมีจอให้ดูอยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องดูหนังจอใหญ่ก็ได้ เราจะเอาอะไรให้คนดูจอเล็กมาดูจอใหญ่ได้ แล้ว Nature ของเขาอยากเห็นอะไรในนั้น เขายังจะรับวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ได้รึเปล่า แต่ถ้าคุณเทียบเรื่องนี้กับ “รักแห่งสยาม” (2550) เรื่องนั้นเล่าช้ากว่านี้เยอะเลยนะ ช้าแบบค่อยๆ ไปอะไรอย่างนั้น เราว่ายุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ มันก็ท้าทายคนทำหนังแบบเราเหมือนกัน

 

การดีไซน์ฉากในโลกเมตาเวิร์ส “มอนโด”

การดีไซน์ฉากพวกนี้คือไม่ได้อยากให้มันล้ำเวอร์เกินจริง เพราะสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันจะล้ำที่สุดก็คือการทำ “โลกเสมือน” ให้เหมือนจริงที่สุด ดังนั้นก็พยายามที่จะไม่มีอะไรที่มันหวือหวาล้ำโลก แล้วมันจะทำให้คนดูหลุดออกไปจากหนังอะไรอย่างนี้ โลกเสมือนของเราก็คือโลกที่พยายามจะเสมือนจริงๆ มีการสัมผัส รับรู้ทุกอย่าง แต่อาจจะมีกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ที่มันเหนือจริงขึ้นมา เป็นไซไฟแบบมินิมอล เพราะหนังมันโฟกัสที่ตัวละคร ตัวละครอยู่ในโลกนี้ แต่การเข้าไปในโลกเสมือนมันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและคนรอบข้างขนาดไหนหรือไม่ยังไง

 

 

โลเคชันในเรื่องนี้ไปถ่ายที่ไหนบ้าง

จริงๆ เบสของเรื่องอยู่ที่ “ชลบุรี” ส่วนตัวก็ชอบชลบุรีอยู่แล้ว ชลบุรีกับกรุงเทพฯ ปัจจุบันนี้มันไม่ได้ต่างกันมากแล้วนะ เดินทางก็แป๊บเดียว เผลอๆ เร็วกว่ากลับจากอโศกมาลาดพร้าวบ้านเราอีก (หัวเราะ) ขึ้นทางด่วนไปก็แป๊บเดียว ชลบุรีมีความเจริญแล้วก็มีความธรรมชาติอยู่ในที่เดียวกัน มีความริมทะเลอะไรอย่างงี้ ก็คือนางเอก-พระเอกนั้นเกิดและเติบโตมาในต่างจังหวัดธรรมดาที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก จริงๆ ก็เหมือนเป็นคนในเมืองนั่นแหละ ซึ่งเป็นเด็กในพื้นที่ที่มีโอกาสเติบโตไปได้ไกล เราเลือกให้บ้านนางเอกอยู่ริมทะเล แหลมยื่นออกไปโย้ๆ เย้ๆ อย่างนั้น แล้วมันก็ขัดกับความเป็นหนังแบบทันสมัยเนาะ คนอาจจะรู้สึกว่าทำไมนางเอกยังอยู่บ้านหลังนี้ ทำไมไม่ย้ายไปไหน หนังไซไฟอะไรมาอยู่บ้านริมทะเล จริงๆ มันคือปมของเธอ มันคือความเป็นมนุษย์อย่างเดียวที่เธอยังยึดติดยึดมั่นได้อยู่ เธอมีเหตุผลที่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วมันก็จะคอนทราสต์กับเวลาตอนที่เข้ามาทำงานในเมืองแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย ซึ่งมันก็จะเป็นภาพประหลาดว่าหนังไซไฟทำไมไม่อยู่บ้านหรู คอนโดเก๋ แต่ในจังหวะที่มาอยู่ในออฟฟิศเก๋ๆ มันก็มี มันก็เป็นภาพสะท้อนของตัวละครแบบหนึ่งเหมือนกัน

 

จุดขายและความน่าสนใจโดยรวมของเรื่องนี้

ความน่าสนใจของเรื่องนี้จริงๆ มันเป็นหนังของทุกคนแหละ มันคือหนังของคุณ ของคนที่อยากมีอนาคตในรูปแบบต่างๆ หนังของพ่อคุณ หนังของเพื่อนคุณ หนังของอากงคุณ หนังของแฟนคุณ ตัวละครพวกนี้อยู่ในชีวิตคุณทั้งหมดอยู่แล้วล่ะ คุณมาดูเพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาคิดยังไงในมุมของเขา เขาอยู่ในโลกของเขา ในโลกที่ยังไงมันก็ต้องมาซ้อนเหลื่อมกันอยู่แล้ว ถ้ามันซ้อนแล้วมันพังแบบในหนัง คุณจะพากันไปต่อมั้ย หรือคุณเลือกแค่จะไปจากกัน หนังเรื่องนี้อาจจะให้อะไรคุณมากกว่าที่คิด

หนังเรื่องนี้มันถูกสร้างขึ้นด้วยความคิดที่ตัวละครแต่ละโลกเนี่ยมันมาปะทะกันโดยอะไรบางอย่าง แต่ละคนจะมีสตอรีของตัวเอง แล้วมันจะค่อยๆ ซึมเข้าหากันเรื่อยๆ คือเราดีไซน์ไว้ว่าโลกแต่ละโลกจะค่อยๆ ซึมเข้าหากัน มันเหมือนสีที่พอเข้ามาเจอกัน อันนี้ออกมาสวย อันนี้ออกมาฉิบหายเลยว่ะ หลังๆ มันซึมเข้าหากันเยอะๆ แล้วมันเละไง เละตุ้มเป๊ะ แล้วมันจะไปมันส์ตอนนั้น มันถูกคิดโดยวิธีการทำหนังแบบเราๆ อะเนาะ แบบคลาสสิก เรามองว่าหนังมันคือการค่อยๆ เห็นชีวิต เห็นความเป็นไปของตัวละคร ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเหมือนอย่างที่บอก มันซึมเข้าหากันแล้วมันเละนั่นแหละ มันถูกดีไซน์ให้เป็นอย่างนั้นอยู่

มันเป็นหนังที่จะดูได้หลายรอบนะ ดูซ้ำได้หลายรอบ แล้วก็เป็นหนังที่ทุกคนดูก็สนุก พาคนในบ้านลูกเด็กเล็กแดงไปดูก็สนุก คนแก่ดูก็สนุก มันอาจจะไม่ได้มีหนังสำหรับทุกคนมานานแล้ว มันไม่ได้เข้าใจยากอะไร มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน แล้วเราจะไปสู่จุดนั้นในสักวันหนึ่ง แล้วก็เป็นงานบันเทิงที่ครบรส มันคงไม่ได้มีพล็อตที่หวือหวาอะไรมากมาย แต่เราเชื่อว่าถ้าได้ไปดูแล้ว หรืออยากดูหนังเรื่องหนึ่งที่แบบสบายใจที่จะดูกันได้ทั้งครอบครัว เราว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง

 

MONDO รัก | โพสต์ | ลบ | ลืม

MONDO รัก | โพสต์ | ลบ | ลืม

“ยี่หวา” (พลอย พลอยไพลิน) ยูทูบเบอร์สาวคนดังเจ้าของช่องตะลุยเที่ยวคนเดียวที่ชื่อ “โสดไปไหน” กำลังอยู่บนทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างความสำเร็จในชีวิตที่มียอดผู้ติดตามและตัวเลขสถิติเป็นมาตรวัด กับความรักของเธอและ “ดอม” (เกรท สพล)...

รายละเอียดภาพยนตร์