
เปิดบริการความบันเทิงแล้ว “HOUSE Samyan” โรงภาพยนตร์สำหรับคอหนังทางเลือก


ดราม่า, แฟนตาซี, แอนิเมชัน
"มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่นะ? ที่ผมกับพ่อ เราไม่ได้พูดคุยกันเลย"
ความสัมพันธ์อันห่างเหินของพ่อและลูกชายที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นผ่านการผจญภัยในเกมส์ "Final Fantasy XIV" ร่วมกัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกสร้างเป็นทีวีซีรีส์ขนาดสั้นมาแล้วในปี 2017 โดยมีชื่อเรื่อง-เค้าโครงเรื่องจากต้นฉบับเว็บบล็อก และทีมงาน, ทีมผู้กำกับ และนักเขียนบทชุดเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่เป็นนักแสดงคนละชุด (ฉบับทีวี ผู้รับบท "อากิโอะ" คือ "จิบะ ยูได" และคนที่รับบทเป็น "พ่อ" คือ "โอสุกิ เร็น" ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2018) และบทที่มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง ปัจจุบันในไทยยังสามารถหารับชมทีวีซีรีส์เรื่องนี้ได้ทาง Netflix
เพลงประกอบภาพยนตร์คือเพลง "Colors" โดย "Glay" วงดนตรีร็อกชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีเพลงประกอบภายในเรื่องคือ "Start Button" โดยวง "The Beat Garden" ด้วย
"ซาคางุจิ เคนทาโร" เคยชนะรางวัล "สาขานักแสดงหน้าใหม่ประจำปี 2017" จากเวที "Japan Academy Prize ครั้งที่ 40" และยังได้รับรางวัล "Man of the Year" ของการประกาศผล "ELLE Cinema Awards" ในปีเดียวกันด้วย
"โยชิดะ โคทาโร" ชนะรางวัล "นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม" จากเวทีงานประกาศรางวัล "International Drama Festival in Tokyo ครั้งที่ 11" ประจำปี 2018 และเขายังเคยได้รางวัลเดียวกันนี้ในการประกาศผลครั้งที่ 7 ประจำปี 2014 อีกด้วย
ในงานเปิดตัวภาพยนตร์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2019 โคทาโรได้กล่าวถึง "โอสุกิ เร็น" ผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยรับบทเดียวกันกับเขาใน "Final Fantasy XIV Dad of Light" ฉบับทีวีซีรีส์ว่า เขาเคยได้ร่วมงานกับโอสุกิซังหลายครั้ง และโอสุกิซังก็เป็นรุ่นพี่นักแสดงที่เขาให้ความเคารพ การได้แสดงบทเดียวกันทำให้เขารู้สึกเป็นเกียรติและต้องตั้งใจเล่นให้ดี และยังพูดทีเล่นทีจริงว่า เขารู้สึกว่าโอสุกิซังอยู่กับเขาเสมอ
ในงานเปิดตัวภาพยนตร์เดียวกัน "เทรุโอะ โนงุจิ" ผู้กำกับภาพยนตร์ได้กล่าวยกย่อง "ซาคางุจิ เคนทาโร" ว่า เขาเป็นเกมเมอร์เลเวลสูงที่รู้เรื่องเกี่ยวกับเกมเป็นอย่างดี เคนทาโรจึงกล่าวต่อว่า จริงๆ เดิมทีเขาเองก็เล่นเกม "Final Fantasy XIV" อยู่แล้ว ยิ่งอ่านบทก็พบว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เขาจึงมีความสุขมาก
เคนทาโรเล่าถึงการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า เขารู้สึกสนุกตอนได้เล่นเป็น "ไมดี้" (คาแร็กเตอร์ในเกมตัวที่ "อากิโอะ" บทของเขาเลือกเล่น) ทุกทีที่เห็น "อินดี้" (คาแร็กเตอร์ในเกมตัวที่ "พ่อของอากิโอะ" เลือกเล่น) และคิดว่านั่นคือพ่อของเขาจริงๆ
"ซาคางุจิ เคนทาโร" เดบิวต์ครั้งแรกด้วยการเป็นนายแบบให้นิตยสาร "Men's Non-no" เมื่อปี 2010 และเซ็นสัญญาเป็นนายแบบประจำอยู่กว่า 7 ปี ผลงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือ "Shanti Days 365 Days, Happy Breath" (2014) มีผลงานภาพยนตร์มากมายที่เป็นที่รู้จักในไทย อาทิ "Our Little Sister" (2015), "No Longer Heroine" (2015), "My Love Story!!" (2015), "The Kodai Family" (2016), "The 100th Love with You" (2017) และ "Tonight, at Romance Theater"
"โยชิดะ โคทาโร" แต่เดิมเขาเคยเป็นนักแสดงละครเวที จนกระทั่งปี 2010 เขาได้ร่วมแสดงภาพยนตร์ "Surely Someday" จากการเชื้อเชิญของ "โอกุริ ชุน" ซึ่งเป็นผู้กำกับ โคทาโรมีผลงานภาพยนตร์ที่อาจเป็นที่รู้จักในไทย อาทิ "To Each His Own" (2017), "Teiichi: Battle of Supreme High" (2017), "Mixed Doubles" (2017) และ "The Third Murder" (2017)
ซาคากุจิ เคนทาโร (Sakaguchi Kentaro)
โยชิดะ โคทาโร (Yoshida Kotaro)
ซากุมะ ยูอิ (Sakuma Yui)
ยามาโมโตะ ไมกะ (Yamamoto Maika)
ซาโต ริวตะ (Sato Ryuta)
นาโอมิ ไซเซน (Naomi Zaizen)
เทรุโอะ โนงุจิ (Teruo Noguchi), ยามาโมโตะ คิโยชิ (Yamamoto Kiyoshi)