"Roma" นับเป็นผลงานที่ถือได้ว่า "ส่วนตัวมากที่สุด" ของผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก "Gravity" อย่าง "อัลฟอนโซ คัวรอน" ซึ่งเขาควบตำแหน่งทั้งเขียนบท, กำกับ, ถ่ายภาพ และตัดต่อเองเสร็จสรรพ
"Roma" พาผู้ชมย้อนกลับไปยังเม็กซิโกซิตี้ต้นทศวรรษที่ 70 ช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์ของเม็กซิโกกำลังถึงจุดเปลี่ยนผ่าน นักศึกษาหัวก้าวหน้าออกมาเรียกร้องสิทธิจากรัฐบาลที่มีทหารเป็นกองหนุนเพื่อทำลายโครงสร้างทางชนชั้นและความเหลื่อมล้ำของประเทศ
แต่แทนที่จะพูดเรื่องการเมืองโดยตรง กัวรอนกลับพาผู้ชมไปสำรวจความเป็นไปที่เล็กกว่านั้น หนังเล่าเรื่องชะตาชีวิตของครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งในย่านโรมา ซึ่งมี "โซเฟีย" เป็นเสาหลักของบ้าน เธอเพิ่งแยกทางกับสามี แต่ก็ยังไม่กล้ายอมรับกับลูกๆ ทั้ง 4 อย่างตรงไปตรงมาว่า พ่อจะไม่กลับมาอยู่กับเราอีกแล้ว โซเฟียจึงต้องดูแลสมาชิกทุกคนด้วยตัวของเธอเอง โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ "คลีโอ" สาวรับใช้ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่างไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกัน
ความเปลี่ยนแปลงกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหาทุกชีวิตในเม็กซิโก แต่มิตรภาพระหว่างโซเฟียและคลีโอ-คุณนายและสาวใช้ ที่อยู่นอกเหนือช่องว่างทางชนชั้นนั่นเองที่ทำให้ครอบครัวนี้ผ่านช่วงเวลาที่แสนยากลำบากนั้นมาได้
ประเทศเม็กซิโกถูกปกครองมาอย่างยาวนานโดยพรรคปฏิวัติสถาบัน (PRI) แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำกลับไม่ได้รับการแก้ปัญหา จนปะทุจนกลายเป็นความรุนแรงในปี 1968 (ปีเดียวกับที่เม็กซิโกเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก) เมื่อรัฐบาลซึ่งมีกองทัพหนุนหลังตัดสินใจใช้กำลังเข้าจัดการกับกลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายที่มาเดินขบวนจนเกิดการสังหารหมู่ที่เรียกกันว่า "การสังหารหมู่ตลาเตโลโก" รัฐบาลออกรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 44 คนในเหตุการณ์ปะทะ (แต่ในความเป็นจริงมีผู้เสียชีวิตและสูญหายนับ 400 คน)
ผลพวงหลังจากการปะทะในครั้งนั้น (คือฉากหลังใน "Roma") เม็กซิโกเข้าสู่ภาวะสงครามเย็นภายในประเทศเต็มรูปแบบ สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนรัฐบาลเม็กซิโก ในการจัดการฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงที่พยายามเปลี่ยนประเทศเป็นสังคมนิยม
สารจากผู้กำกับ
เหตุการณ์หลายช่วงในประวัติศาสตร์ ได้สร้างรอยแผลเป็นที่ลบเลือนไม่ได้ให้กับสังคม และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์เหล่านั้นได้ส่งผลกระทบกับปัจเจกบุคคลเช่นตัวเราให้พวกเรากลายมาเป็นอย่างที่พวกเราเป็นทุกวันนี้
พวกเรามีชีวิตอยู่ในกรอบจำกัดของเวลาและสถานที่ แต่เวลาและสถานที่ได้นิยามความเป็นตัวเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ และมันได้ผูกชีวิตของเราเข้ากับชีวิตของคนอื่นในเวลาหรือสถานที่เดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์
"Roma" เป็นความพยายามของผมที่จะบันทึกช่วงเวลาในความทรงจำเหล่านั้น ที่ผมเคยประสบพบเจอมาเมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน ตอนที่โครงสร้างทางชนชั้นในเม็กซิโกถึงจุดปะทุแตกหัก จนทำให้สถานะและเชื้อชาติของผู้คนเปลี่ยนแปลงจวบถึงปัจจุบัน
รวมทั้งยังเป็นการแสดงความแข็งแกร่งของผู้หญิงหลายๆ คนในชีวิตวัยเด็กของผมที่เลี้ยงดูผมมาด้วยความรัก ความรักซึ่งเป็นพลังเหนือสถานที่ เหนือความทรงจำ และเหนือกาลเวลาทั้งปวง
เกร็ดภาพยนตร์
"Roma" เป็นการกลับไปทำหนังที่พูดภาษาสเปนอีกครั้งของกัวรอน นับตั้งแต่ "Y Tu Mama Tambien" ในปี 2001
คัวรอนให้สัมภาษณ์ว่า กว่า 90% ของเนื้อเรื่องในหนังนั้นมาจากความทรงจำของเขา ส่วนที่เหลือเป็นการประกอบช่องว่างทางความทรงจำเหล่านั้น
แม้คัวรอนจะเป็นผู้กำกับภาพให้หนังสั้นของตัวเองหลายเรื่องแล้ว แต่ "Roma" นั้นถือเป็นครั้งแรกที่กัวรอนรับตำแหน่งตากล้องหนังยาวเอง เขาเล่าว่าแต่เดิมเขาวางตัว "เอ็มมานูเอล ลูเบสกี้" ผู้กำกับภาพคู่บุญไว้แล้ว แต่ลูเบสกี้ต้องขอถอนตัวในวินาทีสุดท้ายเพราะยังติดงานหนังเรื่องอื่นอยู่ กัวรอนติดต่อผู้กำกับภาพอีกหลายคน แต่ไม่มีใครว่าง (เขาอยากใช้ตากล้องเม็กซิกัน และพูดภาษาสเปนได้เท่านั้น) เขาจึงจำยอมตัดสินใจรับตำแหน่งนี้ด้วยตนเอง
"Roma" ถ่ายโดยใช้เลนส์ 65 มม. และถ่ายเป็นหนังขาวดำ โดยใช้นักแสดงหน้าใหม่เกือบทั้งหมด
"Roma" ชนะ "รางวัลสิงโตทองคำ" ปี 2018 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของ "เทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิส"
"Roma" พร้อมเข้าฉาย 14 ธันวาคมนี้ ที่ House RCA, สกาลา, MVP บุรีรัมย์, MVP ศรีสะเกษ พร้อมกับ Netflix