ขณะที่นิโคลอายุ 17 ปี ตอนนั้นแม่ของเธอเกิดป่วยเป็นโรคโรคมะเร็งเต้านม ณ ตอนนั้นเธอตัดสินใจหยุดความฝันของตัวเองที่อยากเป็นนักแสดงลงชั่วคราว แล้วไปศึกษาเรื่องการนวดเพื่อนำมาช่วยเหลือแม่อย่างเต็มที่ในการทำกายภาพบำบัดระหว่างพักฟื้น
2) งานเพื่อสังคม เธอพร้อมเสมอ
นอกจากความสามารถด้านทักษะการแสดงต่างๆ แล้ว เธอไม่ได้จำกัดกรอบของตัวเองอยู่แค่ที่งานแสดงบนจอหรือบนเวที เพราะเธอยังเคยได้รับโอกาสเป็น "ทูตสันถวไมตรี" ของ "องค์การยูนิเซฟ" (UNICEF) อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก "องค์การสหประชาชาติ" (United Nations) กับรางวัลตำแหน่ง "Citizen of the World"
3) สนใจเรื่องของพลังหญิง
นิโคลเคยแชร์ไอเดียว่า ถ้าเป็นไปได้เธออยากจิบกาแฟ-แชร์ความคิด-พูดคุยกับ "เอเลนอร์ โรสเวลต์" สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ภรรยาของประธานาธิบดี "แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์" เพราะเธอได้รับเลือกเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลต่อโลก และเป็นผู้เปิดทางให้กับผู้หญิงลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นทุกแห่ง
เธอได้รับการจารึกชื่อบน "Hollywood Walk of Fame" เมื่อปี 2003 อีกทั้งยังมีบทบาทบนเวทีรางวัลใหญ่ๆ มาโดยตลอด อาทิ "ลูกโลกทองคำ" กับการเข้าชิงถึง 9 ครั้ง โดยสามารถคว้า 4 รางวัลจากการแสดงใน "To Die For" (1995), "Moulin Rouge!" (2001), "The Hours" (2002), "Big Little Lies" (2017) หรือ "ออสการ์" กับการเข้าชิง 3 ครั้ง และสามารถคว้ารางวัลมาได้จากการแสดงทรงพลังใน "The Hours" ซึ่งทำให้เธอคือนักแสดงสัญชาติออสเตรเลียคนแรกที่เป็นเจ้าของรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม