“ก่อ-ชาคร ไชยปรีชา” ผู้กำกับอารมณ์ดีจากเชียงใหม่ที่สั่งสมประสบการณ์งานในวงการมาอย่างมากมายทั้งงานเขียนบทความ-วิจารณ์หนัง (ในนิตยสาร Bioscope, Filmax, Pulp, Starpics), เขียนบท (ซีรีส์ Friend Zone เอา ให้ ชัด, Shadow เงา/ล่า/ตาย), ตัดต่อ (ซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น ซีซัน 1-2, Insects in the Backyard, ฮักนะสารคาม ) สู่ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ที่สื่อตัวตนที่สนุกสนานออกมาในผลงานอย่างเด่นชัดจาก “สวัสดีวันจันทร์(ส)” (2568) และ “รักจัดหนัก” (2554) ล่าสุดกับการกำกับหนังสยองขวัญเรื่องแรกใน “เทอม 4: คืนดีเดย์” (2569) 

 

 

จุดเริ่มต้นที่เข้ามากำกับในโปรเจกต์ “เทอม 4″

ทาง “สหมงคลฟิล์มฯ” ชวนมาครับ ด้วยเหตุผลใดก็ไม่แน่ใจ ส่วนตัวผมเป็นแฟนหนังชุด “เทอมสยอง” อยู่แล้วครับ ตั้งแต่สมัย “มหา’ลัยสยองขวัญ” (2552), “เทอมสอง สยองขวัญ” (2565) และก็ “เทอม 3″ (2567) ตามดูมาตลอด คิดว่าวันหนึ่งอยากลองทำสักเทอมอยู่เหมือนกัน แล้วทางสหฯ ชวนมา เลยยินดีเลยครับ ดีใจที่ได้รับคำชวน อยากทำมานานแล้ว เสน่ห์ของเทอมต่างๆ คือความหลากหลาย และการอินพุตความเป็นตัวของตัวเองของผู้กำกับแต่ละคนลงไปในไอเดียตำนานผีแต่ละเรื่อง ความวาไรตี้นี่แหละที่เป็น Combination ที่น่าสนใจของหนังชุดนี้

 

ตอน “คืนดีเดย์” ทาง “สหมงคลฟิล์มฯ” ตั้งใจยกให้กำกับเลยใช่ไหม

ครับ ตอนแรกส่งมาเป็นทรีตเมนต์ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยได้ยินเรื่องตำนานนี้มาก่อนเลย แล้วก็พบว่าเรื่อง “คืนดีเดย์” เรื่องเล่ามันสั้นมาก ผมก็ไปคุยกับเด็กที่เคยจบมหาวิทยาลัยนี้มาจริงๆ มันก็มีเป็นความเชื่อเป็นตำนานที่อยู่มานานแล้ว เป็นเรื่องราวของมหา’ลัยหนึ่งทางภาคใต้มีรุ่นพี่ที่จะไปรับปริญญาอีกวิทยาเขตหนึ่งแล้วก็ประสบอุบัติเหตุ จากนั้นในทุกๆ การรับน้อง ถ้ามีรุ่นน้องคนไหนไม่เข้าบูมก็จะมีรุ่นพี่ที่เสียชีวิตไปแล้วมาบูมให้เองครับ มันมีแค่นั้นเลย แต่ทางทีมบทขยายกันต่อให้กลายเป็นคืนดีเดย์เวอร์ชันนี้

ส่วนผมก็มาขยายต่อไปอีกว่ากับเรื่องนี้มันจะไปสู่ไดเรกชันอะไรได้บ้าง ขอใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปประมาณหนึ่งเหมือนกันครับ จากโครงเรื่องเดิมที่มาด้วยความที่สตอรีจริงมันสั้นมาก พออ่านแล้วรู้สึกว่ามันมีเซนส์บางอย่างที่ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่ในนั้นเหมือนกัน เราเลยลองจินตนาการดูว่าถ้าเกิดว่าต้องมีนักศึกษาใหม่ใครสักคนที่ต้องมาเผชิญหน้ากับตำนานนี้มันจะเป็นยังไง และความที่ตัวละครอย่าง “เป๋า” มันมีปมอยู่ในใจ การเจอสถานการณ์นี้ตามตำนานมันจะมีผลกระทบต่อเขายังไง ในทางการเล่าเรื่องภาวะอารมณ์ของเด็กวัยรุ่น หรือการเล่าบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของมหา’ลัย หอพัก ความไลฟ์สไตล์ชีวิตวัยรุ่นที่ไม่ได้ติดแกลม และเซนส์ของหนังก็เป็นทางของเรา มีความสนุกและความดราม่าที่จะผสมอยู่ในตอนนี้ด้วย

 

เรื่องราวของ “คืนดีเดย์”

สำหรับตอน “คืนดีเดย์” ก็เป็นเรื่องของ “เป๋า” เด็กนักศึกษาปี 1 ที่เพิ่งเข้ามาเรียน แต่เขามีปมฝังใจว่าเพื่อนมัธยมของเขาที่เข้ามาเรียนปี 1 ด้วยกันเพิ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป ซึ่งการที่เขามีความฝังใจอยู่ มันทำให้เขาไม่มีใจอยากทำกิจกรรมใดๆ การบูมรับน้องเขาก็ไม่ได้เข้าร่วม ซึ่งมันดันไปสอดคล้องกับตำนานของคณะที่ว่ากันว่าถ้าใครไม่ได้เข้ารับบูมจะมีผีรุ่นพี่ที่เคยประสบอุบัติเหตุมาบูมให้ แล้วคนที่ถูกบูมจะตายหลังการบูมจบ แล้วก็จะมีตัวละครที่ชื่อ “นุ้ย” เพื่อนของเขาคอยช่วยเหลือ รวมไปถึง “ชัตเตอร์” เพื่อนต่างคณะที่ต้องเข้ามาพัวพันอีกคน หนังก็จะเล่าเรื่องหนึ่งวันที่เขาต้องเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ให้ได้ครับ

 

 

สามคาแร็กเตอร์หลัก “เป๋า-นุ้ย-ชัตเตอร์” แต่ละคนเป็นยังไง

สำหรับคาแร็กเตอร์ “เป๋า” เราได้ “น้องแทด ATLAS” (ฐาปนา จงกลรัตนาภรณ์) มาเล่น ก็จะเป็นเด็กที่มีปมฝังใจจากการที่เพื่อนเสียชีวิตไป เขาก็รู้สึกว่าตัวเขาเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนตาย เราเห็นตั้งแต่ตอนน้องแทดเป็น ATLAS แล้วแหละว่าแบบน้องมีความซอฟต์ ความนุ่มนิ่ม คนเห็นแล้วเอ็นดู เราก็เลยรู้สึกว่าคาแร็กเตอร์เป๋าพอมันเป็นตัวละครที่หม่นหมองหดหู่ แต่เราไม่อยากให้คนดูรู้สึกหมองลึกไปด้วย แทดมีเซนส์บางอย่างของความน่าเอาใจช่วย มีความน่าเอ็นดู ช่วงที่ต้องเรียกร้องความน่าเห็นใจ แทดก็ดูน่าเห็นใจจริงๆ แต่ว่าพอช่วงที่เป็น Horror เขาก็มีเวย์ของตัวเอง รู้สึกว่าดูเป็นเคมีใหม่ๆ ของน้องดีกับการที่ต้องมาอยู่ในหนังสยองขวัญหนังผีซึ่งมันแปลกตาดี ไม่เคยเห็นมุมแบบนี้ของเขา

น้องแทดจะโดนทีมงานแซวบ่อยมากด้วยความที่เขาอยู่ในกล้องแล้วมันดูละมุนไปหมด แค่ถ่ายซีนที่เดินผ่านแล้วมีแฟลร์แสงอาทิตย์มาข้างหลังน้อง ทีมงานส่งเสียงแซวกันอยู่หลังมอนิเตอร์ ทำไมน้องดูเป็นพระเอกเกาหลีตลอดเวลา จริงๆ หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องด้วยแทดเป็นหลัก ตัวละครที่ใกล้ชิดที่สุดกับเป๋าก็คือ “นุ้ย” แต่ด้วยความละมุนของแทดมันกลายเป็นว่าไม่ว่าใครจะเข้าฉากกับเขา มันดูจิ้นได้หมดเลย “ตังโก้” เข้าฉากกับแทด อ้าว…ทำไมมันดูเป็นคู่จิ้นได้อีก ก็เป็นเรื่องขำๆ ที่แซวน้องกันในกองถ่าย

“นุ้ย” แสดงโดย “เจน” (กุลจิราณัฐ วรรักษา / อดีตเมมเบอร์ “BNK48″) นุ้ยเป็นเพื่อน “เป๋า” ที่เข้าปี 1 มาด้วยกัน เป็นเพื่อนห้าวๆ ที่ไม่ค่อยกลัวใคร เป็นหญิงแกร่งไม่กลัวผี จริงๆ เราใส่แบ็กกราวนด์ว่านุ้ยเคยเป็นคนเห็นผีเพื่อที่จะได้เชื่อเวลาที่เป๋าเล่าว่าเขาเจอ คือเป๋าอาจจะเล่าให้คนอื่นฟังแล้วดูไม่เมกเซนส์สำหรับคนอื่น แต่ถ้าเป็นนุ้ยที่ได้ฟังก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าเป๋าพูดจริง ฉะนั้นนุ้ยจะคอยซัปพอร์ตเพื่อน พอเห็นว่าเป๋ากำลังเจอวิกฤต นุ้ยก็จะคอยหาทางช่วยเหลือ ความห่วงใยเป๋าในบางเซนส์อาจจะมีความรู้สึกว่าห่วงกันเกินเพื่อนไปไหมนะ หรือจริงๆ ก็คือเพื่อนคนหนึ่ง เจนเขาคอนโทรลโหมดตรงนี้ได้กำลังพอดี น้องเจนเป็นคนที่หน้าชัด ตาโต เขาเล่นนิดหน่อย แต่อารมณ์บางอย่างมันชัดขึ้นมาทันที มันก็เลยกลายเป็นการเสริมคาแร็กเตอร์ให้กันและกัน คนหนึ่งมีความกลัว อีกคนมีความกล้า

“ชัตเตอร์” รับบทโดย “ตังโก้” (ฐิตินันต์ รัตนฐิตินันต์) ตัวละครนี้คือจะเป็นสีสันของเรื่อง ชัตเตอร์จะเป็นคนที่เข้ามาจีบ “นุ้ย” และมีไอเทมบางอย่างที่สามารถทำให้ “เป๋า” รอดจากคืนสยองนี้ไปได้ เขาเลยต้องมาพัวพันกับเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ชัตเตอร์มันคือคนจีบสาวแบบครินจ์ๆ (Cringe) นะครับ ขี้เก็ก มั่นใจมากว่าคนนี้แฟนในอนาคตกูแน่นอน ตอนที่ตังโก้มาแคสต์ น้องเป็นคนใต้จริง ซึ่งตรงกับเรื่องราวในตำนานว่าเป็นเรื่องของมหา’ลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้ เราก็ให้น้องลองพูดใต้ดู ลองหามุกมาหยอดจีบสาวดู ผมว่าตังโก้เป็นคนที่มีจิตอิสระมาก มีความเป็นคนไทยที่พูดไปเรื่อย

ในตอนแรกเราก็มีปรึกษากันว่าถ้าเราให้ตัวละครตัวนี้พูดใต้ คนใต้เขาจะรู้สึกว่าเราไปล้อเลียนเขาหรือเปล่า แต่ตังโก้บอกว่าก็ไม่นะเพราะเขาคือคนใต้จริงๆ เราก็เลยโอเค เราได้ภาษาใต้ไปอยู่ในหนัง และมีฟังก์ชันกับเนื้อเรื่องด้วย ดีเลย

แต่ละแคสต์ใช้เวลาประมาณหนึ่งเลยครับกว่าจะได้มา เพราะว่าหนังเทอมที่ผ่านมา มีนักแสดงหลายแบบ แล้วเราก็พยายามหาความสดใหม่ให้กับแฟรนไชส์นี้อยู่เหมือนกัน จริงๆ ลองมาหลายเวย์มากเลยครับแล้วก็มาลงตัวที่เวย์นี้ ทั้งสามคนให้อะไรมากกว่าที่เราคิด ตอนเราทำการบ้านเขียนบทก็จะมีภาพในใจอยู่ประมาณหนึ่งครับว่าเราอยากให้หนังเรื่องนี้ไปในบีตไหน ในทิศทางไหน เลเวลอะไร ซึ่งตอนแคสต์อาจจะไม่ได้สิ่งที่ตรงใจเรา 100% แต่ว่ามันมีเซนส์ มีความเป็นไปได้อื่นๆ ที่ตอนแรกเราไม่ได้มองไว้ จนสุดท้ายแล้วเราก็แฮปปี้เลยที่เราจะปรับบีตของเราเพื่อให้เข้ากับการแสดงของเขา

 

ร่วมงานกับ 3 นักแสดงที่ค่อนข้างหน้าใหม่ในด้านภาพยนตร์ เรื่องการแสดงเป็นยังไงกันบ้าง

ก็เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจครับ พอสามคนนี้มารวมตัวกัน เพราะแต่ละคนไปกันคนละโหมดฮะ “แทด” จะมีความนุ่มนิ่มน่าเอ็นดู “เจน” จะเป็นแบบหญิงแกร่งชัดๆ คมๆ “ตังโก้” ก็จะตลกธรรมชาติ พอมารวมตัวมันมีความน่าสนใจ อย่างซีนที่สามคนนี้ต้องมารวมตัวกัน แต่ละคนยังอยู่ในคาแร็กเตอร์ของตัวเอง แต่ว่าพยายามจะเบลนด์การรับส่งเซนส์ของอีกคนเข้ามาในคาแร็กเตอร์ของตัวเองได้ด้วย การรีแอ็กของกันและกัน ซึ่งผมว่ามันแปลกตาดีแล้วก็เป็นเซนส์อะไรใหม่ๆ ที่สนุกดี

 

 

เบื้องหลังเรื่องนี้ได้ “ทราย เจริญปุระ” มาเป็นแอ็กติงโคชด้วย

กับ “พี่ทราย” แทบจะเป็นทีมงานประจำกันไปแล้วครับ จริงๆ สนิทกันมานาน ทำงานด้วยกันในฐานะผู้กำกับกับแอ็กติงโคชตั้งแต่ “สวัสดีวันจันทร์(ส)” เรื่องใหม่นี้ก็ตามกันมาทำด้วยกันต่อ เรื่องการแอ็กติงหรือว่าการเวิร์กชอปผมก็ให้พี่ทรายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ตอนนั้นเลย พี่ทรายจะเป็นคนที่เข้าใจว่าผมอยากได้เซนส์แบบไหน เขาจะมีวิธีการอธิบายของเขาที่ทำให้นักแสดงเข้าใจเซนส์นั้นได้ง่ายครับ อาจจะเพราะด้วยความที่เขาเป็นนักแสดงด้วยแหละ วิธีการคุย วิธีการพูด มันจะเป็นแบบพี่คุยกับน้อง ซึ่งทำให้หน้างานนักแสดงเข้าใจได้ไวมาก ตอนช่วงทำคาแร็กเตอร์กันก็สนุก พี่ทรายจะช่วยอินพุต ถ้าคาแร็กเตอร์นี้รู้สึกแบบนี้ เรารีแอ็กแบบนี้ดีไหม ซึ่งเราก็มีลองๆ กันหลายแบบ

 

อีกคาแร็กเตอร์ที่มาเป็นทีมคือ “ผีรุ่นพี่” มีดีเทลของการดีไซน์ผีทีมนี้ยังไงบ้าง

อันนี้ต้องให้เครดิตกับทีมคอสตูมกับทีมเมกอัปเอฟเฟกต์ด้วยครับ เรามีผีรุ่นพี่หลายคนมาก ก่อนอื่นเลยคือผีพวกนี้คือคนที่เคยประสบอุบัติเหตุรถคว่ำมา ทีมงานก็มาลองลงดีเทลกันเลยว่าแต่ละคนนั่งอยู่ตรงไหนของรถ ตายยังไง อยู่ในเลเวลไหน แผลมันจะอยู่ตรงไหน รถที่คว่ำเข้าโค้งอยู่ โค้งไปทางซ้ายไหม และรถมันพลิกอย่างนี้ใช่ไหม โอเค แผลต้องอยู่ตรงนี้ เสื้อต้องขาดฝั่งนี้ คนนี้แผลจากการกระแทก เพราะตอนคว่ำมันตัวลอยลงมา ขาต้องเป็นยังไง เราลงดีเทลกันขนาดนั้น มันอาจจะไม่ใช่ผีที่ดีไซน์ความน่ากลัวแบบปีศาจ แต่อยากให้มันเป็นความน่ากลัวจากความรู้สึกเรียล กับความรู้สึกที่เหมือนเรานั่งอยู่เฉยๆ ในห้องแล้วอยู่ดีๆ มีคนที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุมานั่งอยู่ข้างๆ อยากให้เป็นความกลัว ความน่าขนลุกแบบนั้น มันเป็นความยากในการทำผีที่มี Mechanic หลายจุด

และเรามีเนื้อหาของการบูมคณะ มันเป็นเพลงบูมเดียวกันนี่แหละ แต่จะมีการดีไซน์เสียงบางอย่าง ที่ทำให้มันผิดปกติ มีความน่ากลัวจะเล่นกับการใช้เสียงเยอะ เพราะว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้ยินเพลงบูมแล้วจะตาย มันจะมีการดีไซน์ที่มาของเสียงด้วยว่าเสียงอันนู้นมาทางนี้ อันนี้มาทางนั้น การที่เราได้ยินเสียงเราจะจินตนาการไปเองว่าจะเป็นยังไงต่อไป อันนี้มันเป็นความน่ากลัวในสิ่งที่เราอยากให้มันเป็น

ส่วนในแง่การดีไซน์ความสยองขวัญมันอยู่ในเบสพื้นฐานที่ผมบอก คืออยากให้มันรู้สึกเรียลที่สุด อยากให้เป็นเซนส์ของการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ดีๆ เราก็หันไปเจอสิ่งแปลกประหลาด บางทีมันก็มาเงียบๆ บางทีมันก็มาในรูปแบบของเล่นมือถืออยู่ดีๆ มันก็เลื่อนเอง กดเปิดกล้องเอง แล้วก็พบว่าสิ่งที่อยู่ในกล้องมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ตรงนั้น เราเริ่มคิดดีไซน์จากนั้น แต่พอพอยิ่งหนังเดินไปมันก็เริ่มทวีความฮาร์ดคอร์ ความมหกรรมเจอผีมากขึ้น ไม่ได้มีจัมป์สแกร์ขนาดนั้น อยากให้มีความแอ็กชันมากกว่า ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ไม่ได้กลัวผีแบบแฮ่ แต่ผมกลัวความผิดปกติบางอย่างในความธรรมดา ความรู้สึกก้ำกึ่งไม่รู้ว่าอะไร เหมือนผมกินกาแฟอยู่จนจะหมดแล้ว แล้วเราหันไปคุยกับเพื่อนต่อ แต่พอหยิบแล้วกาแฟมันขึ้นมาอีกที มันเต็มแก้วอย่างนี้ผมกลัว

 

 

สถานที่ถ่ายทำหลักของเรื่อง

ถ่ายที่มหา’ลัยหนึ่งแถวรังสิต ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าต้องถ่ายหลายๆ มหา’ลัยเอามาผสมกันด้วยซ้ำ แต่ที่นี่มีครบหมด ผมชอบหอของที่นี่ เราก็เลยลองสำรวจดูว่ามีจุดอื่นที่พอจะทำซีนอื่นด้วยได้ไหม มหา’ลัยมันมีความไม่เมืองจนเกินไป  และเราอยากให้มันดูแห้งแล้งด้วยซ้ำ จะได้สอดคล้องกับอารมณ์ของเป๋าที่ห่อเหี่ยวไปหมด แล้วที่นี่ก็ครบจบในที่เดียว

 

มหา‘ลัยที่เราไปถ่ายเคยได้ยินเรื่องราวหรือเรื่องเล่าในตำนานของเขาบ้างไหม 

ที่เราไปถ่ายไม่รู้เลยว่ามีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานแบบไหน แต่วันสุดท้ายของการถ่ายทำผู้จัดการกองถ่ายมาเฉลยว่าห้องน้ำที่พวกเราใช้เข้ากันทุกวันในห้องที่ 2 เคยมีคนผูกคอตาย แต่ทุกคนใช้ห้องนั้นกันไปหมดแล้ว ปิดกล้องแล้วก็สบายใจขึ้น และระหว่างการถ่ายทำที่นี่มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นในกอง มันจะมีช่วงคิวก่อนสุดท้าย ระหว่างนั้นนักแสดงและทีมงานหลายคนประสบอุบัติเหตุทางเท้าพร้อมกัน โดยไม่ได้นัดหมาย เริ่มจากมีนักแสดงสามคนที่อยู่ดีๆ คนหนึ่งกระดูกข้อเท้าแตก อีกคนหนึ่งก็เอ็นข้อเท้าฉีก อีกคนหนึ่งก็หนังเท้าเปิด ผมก็เป็นเล็บขบ โปรดิวเซอร์ก็เป็นเกาต์ ซึ่งแบบทุกคนเป็นพร้อมกันในช่วงนั้น ฉะนั้นเราเลยต้องเปลี่ยนแผนการถ่ายกันนิดหน่อย เพราะมีนักแสดงคนหนึ่งที่ต้องเดินเป็นซีนคอนทินิวจากที่ถ่ายก่อนหน้ามาแล้ว ทุกคนก็พยายามหาทางแก้ไขกันสุดขีดเพื่อให้ซีนมันสมูทให้ได้ ยอมใจความสปิริตของนักแสดง

 

เคยได้ยินเรื่องเล่าจากมหา‘ลัยของตัวเองสมัยเรียนบ้างไหม

ถ้ามหา’ลัยตัวเองก็มีตำนานผีตรงศาลาเรือนไทย ถ้าใครมองไปที่เรือนนั้นก็จะเห็นอะไรแปลกๆ แต่ส่วนตัวเลยไม่ได้เจอเองครับ เป็นคนไม่มีเซนส์ด้านการเจอผีเลย ถ้าเจอผีก็อยากคุยกันหน่อย พี่ต้องการอะไรเราคุยกัน เราคุยกันได้หรือเปล่า ส่วนตัวจะกลัวการจัมป์สแกร์มากกว่า แต่ถ้าเป็นตำนานผีในมหา’ลัยอันแรกในชีวิตที่ได้ยินตามอินเทอร์เน็ตยุคแรกๆ ก็คือ “ป๊อก…ป๊อก…ครืด” เพราะเราสงสัยว่าเรื่องเล่าทำไมมันชื่อนี้ มันสยองตรงไหน จนไปดู “มหา’ลัยสยองขวัญ” ถึงได้เข้าใจว่าที่เราฟังมาตั้งแต่เด็กมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

 

 

การกำกับหนังสยองขวัญเรื่องแรกเป็นยังไงบ้าง

เป็นความใหม่สำหรับผมมากเลยครับ มันเป็นการค้นพบอะไรใหม่ๆ ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้มันจะได้ผลลัพธ์แบบนี้นี่เอง ผมบอกทางค่ายไปตั้งแต่ต้นว่าผมเป็นคนไม่กลัวผีนะครับ แล้วผมมาทำหนังผีมันจะเป็นยังไง มันจะไม่ใช่ผีแบบจัมป์สแกร์ มันจะเป็นเหมือนเราเจอสิ่งแปลกประหลาดในชีวิตประจำวันแบบนั้นมากกว่า ความยากของการทำงานที่ต้องเกี่ยวดองกับผีแล้วมันก็จะเป็นเรื่องของสัดส่วนในแต่ละช่วงที่ต้องบาลานซ์กัน ตรงไหนพอดีแล้ว ตรงไหนควรเสริมเข้าไปอีก แล้วภาพรวมของหนังมันพอหรือยัง มันน่ากลัวสำหรับการเป็นหนังสยองขวัญหรือยัง ตรงนี้ที่มีความยาก

และการที่ผมเป็นคนตัดต่อมาก่อน มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ข้อดีคือพอเราเห็นภาพชัดในหัวว่าเราจะเอาช็อตไหนไปใช้ เพื่อยังไงบ้าง มันอาจจะทำให้ประหยัดเวลาในการถ่ายทำได้มาก เรารู้ว่าเราจะเอาแค่นี้เพื่อจังหวะนี้ครับ ข้อเสียคือมันอาจจะมีชอยซ์ให้เลือกน้อยไปหน่อยในห้องตัดต่อว่าจริงๆ มันอาจจะมีความเป็นไปได้ใหม่ๆ อีกนะ แต่ว่าเราเห็นภาพนี้ในหัวไปแล้ว เราต้องต่อสู้กับตัวเองนิดหน่อยในการขอออปชันเอาไว้ให้ตัวเองด้วยนะ ก่อเวอร์ชัน Director กับก่อเวอร์ชัน Editor ตีกันอยู่ในหัว ในการทำงานเลยต้องพยายามเดินสายกลางอยู่

 

มีซีนไหนที่เราเฝ้ารอที่จะดูมากที่สุดในหนังตัวเอง

ช่วงไคลแม็กซ์ของเรื่องนี้เลยครับ สิ่งที่อยากเห็นคือช่วงพาร์ตกลางคืนของเรื่องที่จะมีมหกรรมบูม เพราะเราพยายามจะดีไซน์วิชวลในแบบที่เราไม่เคยดีไซน์เหมือนกัน และมันเป็นหนังผีเรื่องแรกของเรา ภาพในหัวกับภาพจริงที่เราคิดไว้มันจะออกมาเป็นยังไง อย่างที่บอกนักแสดงให้อะไรมากกว่าที่เราคิดไว้ บีตการตัดของเราก็พยายามจะเบลนด์สิ่งที่เราเป็น กับสิ่งที่นักแสดงเสริมมาเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจริงๆ เราเห็นตั้งแต่ตอนอยู่หน้ากองแล้วแหละครับ แต่ว่าพอตอนเราเอามาตัดมันก็เห็นประมาณหนึ่ง แต่มันยังมีในส่วนของเสียง ส่วนของซีจีอีก ฉะนั้นงานที่เสร็จสมบรูณ์เลยเป็นสิ่งที่อยากเห็นที่สุด

 

คิดว่านอกจากความสยองขวัญที่คนดูจะสนุกกับมันแล้ว เรื่องนี้จะมีมุมไหนบอกกับคนดูอีกบ้าง

ให้ความบันเทิงที่ครบรส ทั้งความกลัว การลุ้น ความซาบซึ้ง ในความที่ทั้ง 4 เรื่องเป็นหนังรวมตอน ความสนุกคือความวาไรตี้ของแต่ละเรื่องที่มีรสมือของผู้กำกับแตกต่างกันไป ผมเชื่อว่าในทุกๆ ภาค รวมถึงภาคนี้ ผู้กำกับแต่ละคนที่ได้มาทำมีมุมมองให้กับเรื่องของตัวเองชัดเจน อย่าง “พี่ตั้ม” ผมก็ดูหนังเขามาเรื่อยๆ เลย ความโหด ความเลือดสาด และสยองสะใจแน่นอน สำหรับ “พี่ผึ้ง” ผมเป็นแฟนงานเขาตั้งแต่สมัยเขาทำ MV เมื่อ 20 ปีที่แล้วสมัยยังมีแชนแนลวี ส่วน “มูย่า” ถึงจะรู้จักน้อยสุดแต่เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดว่าคงจะมีอะไรเซอร์ไพรส์คนดูได้เช่นกัน คิดว่าการรวมตัวกันใน “เทอม 4” น่าจะทำให้ส่วนผสมภาพรวมทั้งหมดมันสนุก มันส์ และหลอนมากขึ้นกว่าเดิมครับ

 

เทอม 4 (Haunted Universities 4)

เทอม 4 (Haunted Universities 4)

“สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” เปิด “จักรวาลหลอนในรั้วมหา’ลัย” ภาคใหม่ สานต่อปรากฏการณ์ความสำเร็จของแฟรนไชส์ “เทอมสยอง”   จาก “มหา’ลัยสยองขวัญ”, “เทอมสอง...

รายละเอียดภาพยนตร์