Fake โกหกทั้งเพ
สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล | 110 นาที | วันเข้าฉาย : 18/04/03
ผู้กำกับ : ธนกร พงษ์สุวรรณ
นักแสดง
เร แม็คโดแนลด์
พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ (ลีโอ พุฒ)
เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ต้า บาร์บี้)
พัชราภา ไชยเชื้อ
TRAILER
เรื่องย่อ

“เบ, โป้ และ ซุง” เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ชีวิตจึงอยู่ในวัยเริ่มต้นและแสวงหา ทั้ง 3 คนพักอยู่ด้วยกัน แม้จะเป็นเพื่อนสนิทแต่ต่างคนก็มีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง หนังเล่าเรื่องของตัวละครทีละตัว โดยเริ่มจาก “เบ” ที่เพิ่งผิดหวังจากการงานและเรื่องรัก ซึ่งอย่างหลังดูจะมีอิทธิพลต่อชีวิตพวกเขามาก หลังจากที่เบถูกคนรักทอดทิ้ง เขาก็เอาแต่เฝ้ารอคอยการติดต่อกลับมาจากแฟนเก่า โดยไม่เป็นอันทำอะไร “โป้” และ “ซุง” จึงส่ง 10 วิธีที่จะทำให้หายอกหักมาให้เบปฏิบัติ ซึ่งเบจะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้หรือไม่คงอยู่ที่ “ใจ” ล้วนๆ

 

“โป้” เพลย์บอยหนุ่มที่มีผู้หญิงติดตอมมากหน้า หลังจากผ่านชีวิตแบบนี้มาจนโชกโชน โป้เริ่มตั้งคำถามระหว่างเรื่อง “เซ็กส์” กับ “ความรัก” พร้อมกับที่สงสัยตัวเองว่า “เขารักใครเป็นหรือไม่” และเมื่อไหร่เขาจึงจะพบกับ “คนที่ใช่” สักที แล้ววันหนึ่งโป้ก็ได้พบกับเธอคนหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มว่าจะใช่ แล้วในที่สุดเธอก็เป็น “คนที่ใช่” สำหรับเขาจริงๆ แต่ทว่าโป้จะเป็น “คนที่ใช่” สำหรับเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

“ซุง” ชายหนุ่มที่โหยหาความรักมาโดยตลอดและก็ค้นหาตัวเองมาโดยตลอดเช่นกัน ซุงทดลองทำงานทุกชนิด เพราะไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับอะไรกันแน่ หน้าที่การงานพาซุงมาพบกับ “ปวีณา” นายจ้างชั่วคราวที่ซุงมารับทำงานให้ หลังจากที่ซุงพบกับเธอ เขาก็มั่นใจว่า “คนนี้สิเนื้อคู่” ว่าแล้วซุงก็จัดการฝันหวานถึงความรักระหว่างเขากับเธอ แต่ว่าผลบั้นปลายเป็น “แห้ว” เหมือนทุกคราวหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

อาจกล่าวสั้นๆ ได้ว่า “Fake โกหกทั้งเพ” เป็นหนังรักของคนหนุ่มร่วมสมัยภายใต้ไลฟ์สไตล์ชาวกรุง หรืออาจเรียกว่าเป็นบันทึกรักถึงกรุงเทพฯ ของชายหนุ่ม 3 คน ที่ทั้งให้ความหวังและสร้างความผิดหวังให้กับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

 

ผู้กำกับ “อั๋น ธนกร” เริ่มเขียนบทหนังเรื่องนี้เมื่อ 4-5 ปีก่อน โดยเริ่มไอเดียของเรื่องมาจากนักแสดงนำในหนัง รายชื่อของนักแสดงเหล่านั้นได้แก่ “เร แม็คโดแนลด์”, “ลีโอ พุฒ” และ “เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา” (ต้า บาร์บี้) ซึ่งถูกระบุไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม บทหนังเรื่องนี้อาจจะแปลกหน่อยตรงที่เริ่มวางโครงเรื่องจากนักแสดง ธนกรอยากลองทำหนังที่ไม่ได้เน้นที่พล็อตเรื่อง แต่อยากลองสร้างเรื่องจากคาแร็กเตอร์ โดยสะสมข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ของนักแสดงเหล่านี้ และประยุกต์มาเป็นคาแร็กเตอร์ของตัวละคร “เบ, โป้ และ ซุง” โดยที่หนังจะแบ่งออกเป็น 3 ตอน และนักแสดงนำทั้ง 3 จะผลัดกันรับบทเด่นในแต่ละตอน เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเหมือนจิกซอว์ที่เรียงต่อกันเป็นภาพสมบูรณ์เมื่อหนังจบเรื่อง

 

บทหนังดำเนินเรื่องผ่านชีวิตประจำวันของคนวัยหนุ่มอย่าง “เบ-โป้-ซุง” โดยสะท้อนถึงบางแง่มุมชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนวัยนี้ ความคาดหวังของพวกเขาต่อสังคม อนาคตและชีวิตของตนเอง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละตอนถูกผูกโยงเข้ากับความรักของตัวเอกทั้ง 3 นอกจากนี้บรรยากาศโดยรวมของหนังยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมสมัยของสังคมกรุงเทพฯ หน้าตาของกรุงเทพฯ ในยุคปัจจุบัน ซึ่งระหว่างการถ่ายทำธนกรยังเรียกหนังเรื่องนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่า “บันทึกกรุงเทพฯ” เพราะเป็นหนังที่ได้ถ่ายทำภาพความเป็นไปและบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในช่วงปี พ.ศ. 2545-2546

 

ธนกรเริ่มเขียนบทภาพยนตร์ร่างที่ 1 ในปี พ.ศ. 2541 และปรับเปลี่ยนบทเรื่อยมาอีกหลายร่างตามสภาพของสังคมที่เปลี่ยนไปและตามวัยที่เปลี่ยนแปลงของเขาเอง จนกระทั่ง “Fake โกหกทั้งเพ” ได้รับการอนุมัติให้สร้างในกลางปี 2545 บทหนังได้ทำการปรับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง โดยเขาดึง “ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ” และ “อัน จูนบัม” มาร่วมเขียนบทด้วย และร่วมกันปรับมุมมองให้มีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น

 

จากไอเดียที่เรื่องราวเล่าถึงตัวละคร 3 คน กับความรักใน 3 รูปแบบที่พวกเขาพบเจอ, ภาพบรรยากาศของสังคมเมือง และเรื่องราวที่ขมวดปมเป็นเกลียวก้อนเดียวในช่วงสุดท้าย ทำให้ธนกรตีโจทย์ออกไปถึงความสัมพันธ์ของห้วงเวลาแบบอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยที่ตัวละครอย่าง “เบ” มีอดีตที่เจ็บปวดกับความรัก, ส่วน “โป้” ความรักกำลังเริ่มต้น และ “ซุง” กำลังคาดหวังกับความรักที่จะเกิดขึ้น

 

จากโจทย์นี้ทำให้ธนกรมีความคิดตั้งแต่เริ่มทำบทว่าจะถ่ายทำหนังออกมาเป็น 3 โทนสีคือ “น้ำเงิน, เหลือง และ แดง” (เงียบเหงา,  อบอุ่น  และร้อนแรง ตามลำดับ) นอกจากนี้ในแต่ละตอนยังมีโทนและวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไปตามคาแร็กเตอร์ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ไม่เพียงจะเน้นที่โทนสีที่ได้รับการคุมโทนไว้เป็นอย่างดี แต่โลเคชันในแต่ละตอนจะต้องสะท้อนบุคลิกของบรรยากาศและได้รับการควบคุมโทนสีให้ออกมาตามโจทย์ที่วางไว้อีกด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าลุกส์ของสถานที่ในหนังทั้ง 3 ตอนจะแตกต่างกัน เช่น ในตอนของ “เบ” โลเคชันจะดูเก่าและกร่อน เพื่อสะท้อนถึงความเป็น “อดีต” หรือโลเคชันในตอนของ “ซุง” จะดูทันสมัย โฉบเฉี่ยว และมีกลิ่นอายถึง “อนาคต”