อีกสิ่งหนึ่งที่นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากที่เกิดกับ “The Voice of Hind Rajab” ก็คือการที่หนังเรื่องนี้มีเหล่าคนดังจำนวนมากในวงการภาพยนตร์ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้หนังเรื่องนี้ได้รับการจัดจำหน่าย ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์กระแสหลักและแพลตฟอร์มสตรีมมิงได้ง่ายขึ้น รวมถึงได้เข้าฉายในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งในระยะหลังนี้ถูกวิจารณ์ในวงกว้างว่าสตูดิโออเมริกันไม่จัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์ เนื่องจากกลัวผลกระทบด้านการเมือง
แต่สำหรับเรื่องนี้มีทั้ง “แบรด พิตต์”, “วาคิน ฟีนิกซ์”, “รูนีย์ มารา”, “โจนาธาน เกลเซอร์”, “อัลฟอนโซ กัวรอน”และ “สไปก์ ลี” มีชื่อดำรงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการสร้างบริหาร” (Executive Producers) ในโปรเจกต์เดียวกัน ซึ่งการที่เหล่าคนดังเอาชื่อของพวกเขามารับประกันหนังเรื่องนี้เป็นเพราะทุกคนอยากช่วยให้หนังถูกมองเห็นในวงกว้าง สร้างความน่าเชื่อถือ และช่วยเหลือในเรื่องเงินทุน
เช่นการที่มี “แบรด พิตต์” และบริษัท “Plan B” ของเขาเข้ามาถือเป็นการรับประกันคุณภาพและช่วยให้หนังเข้าถึงเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกจนสามารถคว้ารางวัลจาก “เทศกาลหนังเวนิส 2025” และเทศกาลอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงจุดยืนเชิงจริยธรรมอย่างเช่น “โจนาธาน เกลเซอร์” (ผู้กำกับ “The Zone of Interest”) และ “วาคิน ฟีนิกซ์” พวกเขาเคยออกมาแสดงจุดยืนเกี่ยวกับวิกฤตในฉนวนกาซาอย่างชัดเจน การสนับสนุนหนังเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำอุดมการณ์ของพวกเขาผ่านงานศิลปะ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหล่าคนดังจะเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ด้วยเหตุผลอะไร แต่การการรวมตัวครั้งนี้ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ได้รับคำชมอย่างมากว่าโชคดีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีกลุ่มคนที่จะไม่เพิกเฉยต่อประเด็นที่ละเอียดอ่อน แต่ใช้สถานะของตนเป็นกระบอกเสียงให้ผู้ที่ไม่มีเสียงผ่านเรื่องราวของเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียว เพื่อสะท้อนภาพรวมของสงครามที่สร้างบาดแผลในใจให้คนทั้งโลก และหวังว่าในอนาคตภาพยนตร์ที่เล่าปัญหาของคนเล็กๆ ในเรื่องอื่นๆ จะได้รับโอกาสส่งเสียงแบบนี้ต่อเวทีโลก

เดิมพันด้วยความยินยอม “ถ้าแม่ของ ‘ฮินด์’ ไม่อนุญาต หนังเรื่องนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น”
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้กำกับ “เคาเทอร์ เบน ฮาเนีย” ยึดถือก่อนการสร้างภาพยนตร์เริ่มขึ้นก็คือการได้รับการยินยอมจาก “วิสซัม ฮามาดา” (Wissam Hamada) แม่ของ “ฮินด์ ราจาบ” ซึ่งหากทางครอบครัวให้การปฏิเสธ เธอก็พร้อมจะล้มเลิกแผนการทุกอย่างทันที แต่ในที่สุดเมื่อได้ติดต่อไป แม่ของฮินด์ได้ให้การสนับสนุนการสร้างโดยหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะยุติสงครามได้เพื่อไม่ให้ผู้ใดต้องมาเจอกับเรื่องราวน่าเศร้าแบบนี้อีกต่อไป และผู้ที่ประสานงานให้เบน ฮาเนียได้คุยกับแม่ของฮินด์ก็คือ “รานา” (Rana) เจ้าหน้าที่จาก “สมาคมเสี้ยววงเดือนแดง” ซึ่งได้ถือสายคุยกับฮินด์อยู่นานหลายชั่วโมงในวันเกิดเหตุ
“แม่ของ ‘ฮินด์’ เป็นผู้หญิงที่วิเศษมากค่ะ เธอทั้งสง่างาม ฉลาด และมีจิตใจที่เมตตาอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่สายแรกที่คุยกัน ฉันพูดกับเธออย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ‘หนังเรื่องนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณต้องการให้มันเกิดเท่านั้น การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่คุณค่ะ’
เธอเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับฮินด์ให้ดิฉันฟัง ทั้งตัวตน ความฝัน และเสียงหัวเราะ ฉันสัมผัสได้ว่าการที่เธอแชร์เรื่องเหล่านี้กับฉันคือความพยายามที่จะทำให้ลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าความทรงจำเกี่ยวกับฮินด์จะไม่เลือนหายไป หรือกลายเป็นแค่หัวข้อข่าวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สุดท้ายครอบครัวของเธอทุกคนก็ให้การสนับสนุนและอนุญาตอย่างเต็มที่ เสียงของเธอที่เปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็ง ความรักอันไร้ขีดจำกัด และความเจ็บปวดที่เกินจะบรรยาย ได้แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้”
“The Voice of Hind Rajab ฮินด์ ราจาบ เสียงร่ำไห้จากกาซา” ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์