ฉันขอสาบาน
ว่าฉันจะไม่มีวันทอดทิ้งพี่ขวัญ
ทิ้งคลองแสนแสบ ทิ้งทุ่งบางกะปิ…
ในปี พ.ศ. 2479 ณ ท้องทุ่งบางกะปิ เรื่องราวความรักอมตะของ
"ขวัญ" (ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต) และ
"เรียม" (ดาวิกา โฮร์เน่) ได้ก่อกำเนิดขึ้น แต่มันกลับต้องเป็นรักต้องห้ามอันเนื่องมาจากครอบครัวของทั้งสองฝ่ายคือ
"ผู้ใหญ่เขียน" (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พ่อของขวัญและ
"กำนันเรือง" (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) พ่อของเรียมที่มีเรื่องบาดหมางไม่ถูกกันมาแต่ครั้งอดีต ทั้งคู่จึงตั้งตนเป็นศัตรูกันมาโดยตลอด และสั่งห้ามคนในครอบครัวเข้าไปข้องแวะกับแต่ละฝ่ายอย่างเด็ดขาด
แม้จะมีข้อห้ามของครอบครัวเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรักของทั้งคู่ลดน้อยลง ขวัญและเรียมยังคงแอบนัดพบกันเสมอ จนได้สาบานรักต่อหน้าศาลเจ้าพ่อไทรว่าจะซื่อสัตย์และเป็นรักเดียวของกันและกันตลอดไป นี่ยิ่งทำให้ความรักของทั้งคู่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
จนกระทั่งการมาปรากฏตัวของ
"จ้อย" (พงศ์สิรี บรรลือวงศ์) นักเลงเมืองมีนผู้หมายปองเรียมเป็นภรรยา โดยมี
"เริญ" (วราวุธ โพธิ์ยิ้ม) พี่ชายผู้ไม่เอาไหนของเรียมเป็นผู้ช่วย ทั้งคู่จึงเป็นศัตรูคู่ปรับตัวฉกาจของขวัญในทุกๆ ทาง และนำมาซึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้เรียมต้องถูกขายขัดดอกให้กับ
"คุณหญิงทองคำเปลว" (สินจัย เปล่งพานิช) เศรษฐีนีม่ายบางกอกผู้มั่งคั่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่นาแห่งทุ่งบางกะปิ
เมื่อเรื่องรู้ถึงหูขวัญ เขาแทบคลั่งและไม่รอช้ารีบออกตามหา และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เรียมกลับคืนมา แต่ก็ไร้ผล ทำให้ขวัญเสียใจมากจนเกือบเสียผู้เสียคน
อาจจะเป็นความโชคดีบนโชคร้ายของเรียมที่ถูกขายให้กับคุณหญิงฯ ก็เป็นได้ เพราะคุณหญิงฯ รักและเอ็นดูเรียมอย่างลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง คุณหญิงฯ ได้ให้ชีวิตใหม่กับเรียมทั้งรูปโฉม การศึกษา และฐานะทางสังคม รวมถึงทำให้เรียมได้รู้จักกับนักการเมืองหนุ่มไฟแรง
"คุณสมชาย" (ณัฎฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผู้เข้ามาพัวพันและเป็นตัวแปรสำคัญต่อความรักของขวัญและเรียม
ยิ่งเวลาผ่านไป ชีวิตของขวัญและเรียมก็ยิ่งถูกแยกห่างออกไปเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่แล้วโชคชะตาก็นำพาให้ทั้งคู่มีโอกาสได้กลับมาพบกันอีกครั้งด้วยความรัก ความซื่อสัตย์ และความเข้าใจผิดอันนำไปสู่ความสูญเสียและการพลัดพราก ณ ท้องน้ำหน้าศาลเจ้าพ่อไทร สถานที่ที่ทั้งคู่เคยร่วมสาบานว่าจะรักกัน...ตราบจนวันตาย
พี่รักเรียมด้วยใจซื่อ
แผลเก่าของพี่เป็นแผลรัก แผลรอ
แต่แผลใหม่นี้ มันเกิดขึ้นเพราะเจ้าชัง...
เบื้องหลังงานสร้าง
ได้รับการกล่าวขวัญถึงในทุกผลงานภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์ออกมาในยุคปัจจุบันตั้งแต่
"ชั่วฟ้าดินสลาย" (2553), "อุโมงค์ผาเมือง" (2554), "จันดารา ปฐมบท" (2555) และ "
จันดารา ปัจฉิมบท" (2556)
ล่าสุด ผู้กำกับชั้นครู
"หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล" กำลังจะกลับมาสร้างความฮือฮาให้กับวงการภาพยนตร์ไทยในปี 2557 นี้อีกครั้ง กับการหยิบวรรณกรรมสุดอมตะของ
"ไม้ เมืองเดิม" (ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา) เรื่อง
"แผลเก่า" มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Romantic Drama อย่างร่วมสมัยขึ้น กับเรื่องราวความรักต้องห้ามอันลือลั่นแห่งท้องทุ่งบางกะปิของ
"ขวัญ" และ
"เรียม" อันเนื่องมาจากความเป็นศัตรูระหว่างทั้งสองครอบครัว โดยมีคลองแสนแสบเป็นเขตขวางกั้นความรักระหว่างสองหนุ่มสาวบ้านนา
"คือโครงการนี้มันเกิดจากการที่ 'คุณเจียง' (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) กับเราคุยกัน คุณเจียงมีความปรารถนาอยากที่จะเห็น 'แผลเก่า' ในเวอร์ชั่นใหม่ คือลำพังตัวคุณเจียงเองก็ชื่นชมและประทับใจภาพยนตร์เรื่อง แผลเก่า ของ 'คุณเชิด ทรงศรี' มาก แกอยากเห็นแบบหนังร่วมสมัยบ้าง เป็นหนังที่ทำให้คนรุ่นใหม่ดู แต่ว่ารักษาอรรถรส รักษาเนื้อหาสาระของเดิมไว้ทั้งหมด ก็เลยมาปรึกษากัน แล้วก็คิดว่ามันต้องมีการปรับปรุง อาจจะมีการปฏิรูปแผลเก่าจากวรรณกรรมเรื่องเดิมมาเป็นภาพยนตร์ในยุคใหม่ ซึ่งอันนี้ต้องมีการศึกษามาก มีการค้นคว้ามาก แน่นอนที่สุดวรรณกรรมเรื่องนี้เขียนมาตั้งแต่ พ.ศ.2479 แล้วก็ถูกทำเป็นภาพยนตร์หลายครั้งมาก รู้สึกว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 5 ถูกทำเป็นละครเวทีและละครโทรทัศน์มากมาย ตัวเราเองก็ดูหลายครั้ง ทั้งอ่านวรรณกรรมหลายเที่ยวตั้งแต่เด็ก แล้วก็อันที่ประทับใจที่สุดคือแผลเก่าที่เป็นละครโทรทัศน์โดยช่อง 4 บางขุนพรหม จำได้ว่า 'กำธร สุวรรณปิยะศิริ' และ 'นันทวัน เมฆใหญ่' เล่นเป็นขวัญกับเรียมแล้วมันเป็นภาพที่ติดตามากๆ สมัยนั้นยังเป็นทีวีขาวดำอยู่เลย ก็ประทับใจจำได้ไม่ลืมเลือน ทีนี้พอยุคที่เราเรียนหนังสืออยู่ เรียนมหา'ลัยก็มีหนังคุณเชิดเมื่อปี 2520 ก็ได้ดูแล้วก็ประทับใจไปอีกแบบหนึ่ง แล้วก็ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้ทำ อยากดูที่คนอื่นทำมากกว่า ถ้าถามความรู้สึกของตัวเองนะครับ จะพูดไปก็เป็นความปรารถนาของคุณเจียงที่บอกว่าอยากเห็นแผลเก่าฝีมือหม่อมน้อยทำ"
วรรณกรรมอมตะของ
"ไม้ เมืองเดิม" มีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย สำนวนแปลก เค้าโครงเรื่องเร้าใจ ทำให้วรรณกรรมของท่านแทบทุกเรื่องได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และละครเวทีในหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณกรรมชิ้นเอกของท่านอย่าง
"แผลเก่า" เรื่องนี้ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ถึง 5 ครั้ง (พ.ศ.2483, 2489, 2520, 2544 และ 2557) เพราะเนื้อหาที่ทั้งสนุกสนานเร้าใจ และมีสาระอันลึกซึ้งกินใจ ดูกันได้ทุกสมัยอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย
"จริงๆ แล้วตามบทประพันธ์ของ 'ไม้ เมืองเดิม' ก็เป็นวัยรุ่นย้อนยุคอยู่แล้ว ถ้าคนอ่านหนังสือจะทราบว่าขวัญกับเรียมอายุ 18-19 เอง ทีนี้พอมองไปเวอร์ชั่นที่ดังที่สุด เวอร์ชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประทับใจที่สุดจะเป็นของ 'คุณสรพงษ์ ชาตรี' กับ 'คุณนันทนา เงากระจ่าง' ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองท่านอายุมากแล้วในตอนนั้น ภาพนั้นจะติดตาคนดู แต่โดยแท้แล้วเมื่อกลับมาอ่านอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่ยังไม่ได้รับปากคุณเจียงด้วยซ้ำ บอกว่าขอมาอ่านก่อนอีกครั้งหนึ่ง ขอดูแง่มุมที่จะสามารถดัดแปลงเป็นภาพยนตร์สำหรับยุคใหม่ร่วมสมัย มันจะได้มั้ย ก็มาอ่านอีกครั้งหนึ่ง ก็เก็บรายละเอียดมาก แล้วก็เห็นคุณค่าในวรรณกรรมชิ้นนี้มาก จริงๆ แล้วเป็นเรื่องง่ายๆ มันไม่ใช่เรื่องยากเลย เป็นความรักของขวัญกับเรียมซึ่งสองครอบครัวพ่อแม่ไม่ถูกกัน เกลียดกัน แล้วก็เป็นรักต้องห้าม โดยมีคลองแสนแสบขวางกั้นอยู่ จะพูดไปก็มีความเป็น 'โรมิโอ-จูเลียต' ของเช็กสเปียร์อยู่มาก แต่ว่าในหนังสือความเด่นของท่านคือการใช้ภาษาของท่าน ซึ่งบรรยายทุ่งนาได้สวยงามเหลือเกิน แล้วก็บรรยายชนบทพื้นบ้านไทยในยุคนั้นได้อย่างงดงาม แล้วก็ตัวละครของท่านคือขวัญกับเรียมเป็นมนุษย์ มันน่าอัศจรรย์ใจมากที่นักเขียนในยุคนั้นมักจะเขียนพระเอกก็คือพระเอก นางเอกก็ดี ผู้ร้ายก็ร้าย แต่ว่าใน 'แผลเก่า' ท่านสร้างตัวละครขวัญกับเรียมได้เป็นมนุษย์มาก เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี มีทุกอย่าง มีเลือดมีเนื้อ มีจิตใจ มีวิญญาณ มีความคิดลบ มีความคิดบวก ซึ่งน่าอัศจรรย์ใจมาก"
ภาพยนตร์ชีวิตรักแนว Romantic Drama นั้นเป็นแนวภาพยนตร์ที่ไม่เคยเสื่อมความนิยมในทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเอเชีย เปรียบได้กับชาวโลกไม่เคยลืมเลือนความซาบซึ้งประทับใจในความรักของ
"โรมิโอ และ จูเลียต" ของ
"วิลเลียม เช็กสเปียร์" ความรักของ
"ขวัญ" และ
"เรียม" ใน
"แผลเก่า" ก็เช่นเดียวกัน เพราะโศกนาฏกรรมในความรักของทั้งสองหนุ่มสาวมีมูลเหตุมาจากความแตกแยก ชิงชัง ขาดความรักใคร่สามัคคีปรองดองในสังคมท้องถิ่น อันมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในผลประโยชน์และทัศนคติ ตลอดจนความเชื่อในการดำรงชีวิต โดยมี
"คลองแสนแสบ" แห่ง
"ทุ่งบางกะปิ" เป็นเส้นแบ่งกั้นความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย เปรียบได้กับ
"ความขัดแย้ง" ในสังคมไทยปัจจุบันซึ่งก่อให้เกิดแต่ผลร้าย และความหายนะของทุกๆ ฝ่าย หากคนไทยไม่รู้จักที่จะหันหน้าเปิดใจให้แก่กัน และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธีแทนที่จะใช้ความรุนแรง
"ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแม้กระทั่งในทุ่งบางกะปิเองก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสองบ้านคือบ้านขวัญคือผู้ใหญ่เขียนกับบ้านเรียมคือกำนันเรือง สองบ้านก็จะแตกต่างกัน และแต่ละฝ่ายก็ Extreme นะ แต่ละฝ่ายก็ยึดถือความถูกของเค้า ผู้ใหญ่เขียนถึงแม้เป็นคนสมถะ แต่ก็ไม่ใช่คนปล่อยวาง ก็เป็นคนยึดในความคิดของตัวว่าคิดแบบฉันถูก กำนันเรืองที่อิงวัตถุเงินทองก็บอกคิดแบบฉันก็ถูก เพราะฉะนั้นสองฝ่ายมันก็เป็นศัตรูกันแล้วก็ไม่มีวันจบวันสิ้น ท้ายสุดมันก็ต้องเสียเลือดเสียเนื้อถึงปรองดองกันได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะพูดแบบนี้"
ความน่าสนใจใน
"ความรักต้องห้าม" (Taboo) ของ
"ขวัญ" และ
"เรียม" อันมีพื้นฐานมาจากสัญชาตญาณของความท้าทายที่จะเอาชนะในกฎเกณฑ์ของสังคมที่ถูกกำหนดโดยผู้ใหญ่หรือคนรุ่นเก่า และการยึดถือความเป็นปัจเจกชนเยี่ยงคนหนุ่มสาวในวัยคะนองจนก่อให้เกิดบทเรียนชีวิตอันน่าสะเทือนใจสอนใจผู้ชมกลุ่มวัยรุ่นได้อย่างแยบยลและแนบเนียนเป็นที่สุด
"เราจับได้ว่าความรักต้องห้ามของหนุ่มสาวสองคน อายุ 18-19 แล้วเพิ่งจะรักกัน มันน่าจะเป็นหนังวัยรุ่นย้อนยุคได้ ซึ่งการกระทำของทั้งสองคนมันก็เหมือนวัยรุ่นในยุคปัจจุบันมาก เหมือนวัยรุ่นทุกยุคมาก คืออะไรห้ามมักจะทำ พ่อแม่ห้ามเราจะสนุกเหลือเกินที่จะฝ่าฝืนกฎ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันเป็น Psychology ธรรมดาของมนุษย์วัยรุ่นที่อะดรีนาลีนกำลังพลุ่งพล่านมาก แล้วก็ยังแยกไม่ออกระหว่างความรักกับความหลง แล้วขวัญเองก็เป็นหนุ่มหล่ออยู่ฝั่งหนึ่ง เรียมเองก็เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าจะโดนห้ามคบกันตั้งแต่เด็ก มีคลองขวางกั้น แต่มันเห็นกันทุกวัน หมู่บ้านสมัยนั้นมันเล็กนิดเดียว มันก็รู้จักกันหมดนั่นแหละ แต่ว่าไม่พูดกัน โดนห้ามคบกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนที่เริ่มจะสู่วัยหนุ่มวัยสาวมันจะสนใจกัน แล้วยิ่งห้ามยิ่งยุมันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นอันนี้เราเลยจับได้ว่าด้วยจิตวิทยาง่ายๆ ของวัยรุ่น เราเลยเชื่อว่าประเด็นนี้มันจะเป็นประเด็นที่คนดูวัยรุ่นยุคปัจจุบันตั้งแต่ 14-19 จะดูอย่างเข้าใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่สามารถรู้สึกได้
แน่นอนที่สุด สิ่งที่เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาในช่วงเตรียมงานว่าเราทำภาพยนตร์เรื่องนี้ให้คนรุ่นใหม่ดู เป็นแผลเก่าสำหรับคนรุ่นใหม่ อันนี้มันต้องทำความเข้าใจกันก่อน แน่นอนที่สุดการรีเมกหรือทำภาพยนตร์ที่เคยทำมาแล้ว เราไม่ได้ก๊อปปี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะก๊อปปี้ของเก่า เพราะของเก่าที่ดีของคุณเชิดก็ 30 กว่าปีมาแล้ว มันไม่ใช่ยุคสำหรับคนปัจจุบัน ดูแล้วก็จะเบื่อๆ เพราะฉะนั้นเราพยายามดึงส่วนที่ดีจากหนังสือ ส่วนที่ดีจากภาพยนตร์ของคุณเชิดซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เราอุทิศให้แก่ 'คุณไม้ เมืองเดิม' และ 'คุณเชิด ทรงศรี' ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้มีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แผลเก่าสำหรับคนรุ่นใหม่จริงๆ เพราะว่าเป็นการมองมุมใหม่ที่เป็นหนังรักโรแมนติก มันจะไม่จริงจังแบบของเดิม แต่จะสะท้อนความรักที่สวยสดงดงาม ทั้งความรักของหนุ่มสาว ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก เพื่อนที่มีต่อเพื่อน บ่าวที่มีต่อนาย และที่สำคัญที่สุดคือรักถิ่นกำเนิดของตัวเอง รักรากเหง้าของตัวเองซึ่งสะท้อนออกมาในตัวละครของขวัญและเรียม มันเป็นภาพยนตร์รักจริงๆ ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของความรักจริงๆ ความรักแท้เป็นเช่นไรก็จะเห็นในเรื่องนี้ คุณจะได้เข้าใจความรักหลายๆ แบบ"
ความงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ของท้องทุ่งนาบางกะปิในทุกฤดูกาล กิจกรรมการทำนาในอดีตนับตั้งแต่ขุด, คราด, หว่าน, ไถ และเกี่ยว ตลอดจนทำขวัญ จะทำให้ผู้ชมได้ย้อนไปถึงวิธีการทำนาในอดีตซึ่งสูญสิ้นไปแล้วในปัจจุบัน อันเป็นวิถีชีวิตโดยแท้ของชาวไทย และกิจกรรมบันเทิงอันเกี่ยวข้องกับฤดูกาลทำนา อาทิเช่น เพลงเกี่ยวข้าว, เพลงเรือ ฯลฯ จะทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในความงดงามและยิ่งใหญ่ของผืนแผ่นนาข้าว และภาคภูมิใจในขนบประเพณีและความเป็นไทย
"สำหรับเราเอง เราเห็นว่าการทำนาไม่ใช่ใครทำก็ได้ มันเป็นงานศิลปะขั้นสูงมากนะ ให้เราไปเรียนวันสองวันก็ทำไม่ได้ มันเป็นงานศิลปะพื้นบ้านจริงๆ มันอาร์ตเวิร์กจริงๆ ไม่ใช่ใช้ Skill อย่างเดียว ไม่ใช่คนชั้นกรรมาชีพเลย และที่สำคัญคือต้องมีความรู้มาก ต้องรู้ธรรมชาติของดินฟ้าอากาศ ต้องรู้ธรรมชาติของเมล็ดพืช แล้วก็ Sensitive กับน้ำขึ้นน้ำลง ความชื้นอากาศ ซึ่งโอ้โหจริงๆ แล้วเค้าควรเป็นด็อกเตอร์ทางฟาร์มมิ่งกันนะ เพราะว่าเค้ารู้จริงๆ แล้วยิ่งไปกว่านั้นไม่นับหยาดเหงื่อแรงงานที่ต้องตรากตรำอยู่กลางแดดอีก เพราะฉะนั้นนักแสดงในเรื่องนี้จะได้รู้ซึ้งถึงบุญคุณของชาวนา เพราะว่าตัวเองต้องถ่ายกลางแดดจริงๆ ไม่ใช่มาถ่ายแค่แป๊บๆ ชั่วโมงสองชั่วโมง มันไม่ใช่อย่างนั้นเพราะโลเกชั่นถ่ายทำที่สุพรรณบุรี ซึ่งต้องเข้าไปลึกมากเพื่อหนีเสาไฟฟ้าหรืออะไรที่เป็นสมัยใหม่ แล้วรถยนต์ก็เข้าไปไม่ได้ ต้องเดินเข้าไป นั่งซาเล้งเข้าไป แล้วต้นไม้ก็ไม่มีสักต้นเดียว ห้องแอร์ไม่มี ก็คือได้รู้ว่าทุกอย่างชาวนาเค้าเหนื่อยยากขนาดไหน
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าจะพูดไป ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นพิพิธภัณฑ์การทำนาของประเทศนี้เลย คือการทำนาทุกขั้นตอนในอดีต โดยที่รักษาทุกอย่างไว้อย่างเหมือนจริงที่สุดซึ่งมันก็ไม่มีอีกแล้ว และที่สำคัญคือเรารักษาความเป็นไทยเอาไว้ที่สุด คือวิญญาณของคนไทยที่อยู่ในตัวละคร บรรยากาศของความเป็นไทยแท้ๆ ที่อยู่ในท้องน้ำหรือลำน้ำ ทัศนะที่มีต่อกันของพ่อแม่ลูก ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวนาพื้นบ้าน เค้าเป็นยังไง เค้าคิดอะไร เค้าทำอะไรกันบ้าง เค้ามีวิถีชีวิตอย่างไรในยุคนั้นนะครับไม่ใช่ยุคปัจจุบัน นี่คือคุณค่าของหนัง
ถ้าจะดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ดูได้หลายระดับนะ ถ้าคิดตามคุณก็จะได้อะไร ถ้าไม่คิดดูเอาความบันเทิงก็เตรียมผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดน้ำตากันด้วยความประทับใจ เป็น 'แผลเก่า' สำหรับคนรุ่นใหม่จริงๆ"