29 มกราคม 2024 “ศูนย์รับแจ้งเหตุสมาคมเสี้ยววงเดือนแดง” (Red Crescent) ที่ “รอมัลลอฮ์” ได้รับสายฉุกเฉินสายหนึ่งปลายสายคือ “เสียงของเด็กหญิงวัย 6 ขวบ” ที่ติดอยู่ในรถยนต์ท่ามกลางสถานการณ์ยิงปะทะใน “กาซา” เจ้าหน้าที่พยายามประคองการสนทนาให้นานที่สุดเพื่อให้เธอไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเวลาเพียง 8 นาทีเท่านั้นที่จะส่งรถพยาบาลเข้าไปช่วยเด็กคนนั้นออกมา เด็กหญิงคนนั้นมีชื่อว่า “ฮินด์ ราจาบ” (Hind Rajab)
เรื่องราวนี้ไม่ใช่บทภาพยนตร์ที่แต่งขึ้น แต่เป็นเรื่องจริงที่สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนทั่วโลก เสียงเล็กๆ ของเธอนั้นเป็นตัวแทนของความสูญเสียอันน่าเศร้าของทุกครอบครัวผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อความโหดร้ายจากสงคราม ภาพยนตร์เรื่องนี้นำ “เสียงจริงของเธอ” มานำเสนออีกครั้ง โดยมีปณิธานอันสูงสุดคือความสงบสุขสิ้นสุดการเข่นฆ่ากันโดยไร้เหตุผล และเยียวยาดวงใจที่แตกสลายไปให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง

“เคาเทอร์ เบน ฮาเนีย” ผู้กำกับที่ท้าทายขอบเขตโลกภาพยนตร์
ในโลกของแผ่นฟิล์ม เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” และ “เรื่องแต่ง” มักจะถูกขีดไว้ชัดเจนเสมอ แต่สำหรับผู้กำกับหญิงมือรางวัลระดับโลกชาวตูนีเซียอย่าง “เคาเทอร์ เบน ฮาเนีย” (Kaouther Ben Hania) เธอเลือกที่จะเชื่อมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันเพื่อทำหน้าที่เป็นพยานให้แก่โศกนาฏกรรมที่โลกไม่อาจเมินเฉย
เธอสามารถถ่ายทอดหนังทั้งจากเรื่องจริงและเรื่องแต่งออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยหนังสารคดี “Four Daughters” (2023) เริ่มต้นจากการเปิดตัวในสายประกวดหลักที่ “เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์” ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าชิงรางวัลออสการ์ “สารคดียอดเยี่ยม ปี 2024” นอกจากนี้ตัวหนังยังกวาดรางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วนับไม่ถ้วน แถมยังถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายทั่วโลกกว่า 40 ประเทศเลยทีเดียว หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ผลงานเรื่อง “The Man Who Sold His Skin” (2020) ก็เคยสร้างประวัติศาสตร์ให้ “ประเทศตูนิเซีย” ด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ “ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม ปี 2021” มาแล้ว
ความไม่ธรรมดาของเธอพิสูจน์ได้จากผลงานทุกเรื่องที่ผ่านมาซึ่งล้วนได้เปิดตัวครั้งแรกในเทศกาลหนังระดับ “A-List” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “คานส์, เวนิส, AFI, ลอสแอนเจลิส, โลคาร์โน” รวมถึงเทศกาลสารคดีระดับโลกอย่าง “IDFA” และ “Hot Docs” ที่โทรอนโต
และล่าสุด สปอตไลต์กำลังจับจ้องไปที่ “The Voice of Hind Rajab” ผลงานชิ้นที่ 6 ของเธอ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่ง “มาสเตอร์พีซ” ที่โลกต้องจดจำ
ผลงานที่ผ่านมา: “The Challat of Tunis” (2014), “Zaineb Hates the Snow” (2016), “Beauty and the Dogs” (2017), “The Man Who Sold His Skin” (2020), “Four Daughters” (2023)

“The Voice of Hind Rajab” (2025) คือผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 6 ของ “เคาเทอร์ เบน ฮาเนีย” ซึ่งเธอทำหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบท เรื่องนี้ “ไม่ใช่สารคดี” แต่เป็นภาพยนตร์แนว “Docudrama” ซึ่งนำความจริงมาเล่าใหม่อีกครั้งโดยมีการแสดงแต่งเติมให้เรื่องราวมีความสมบูรณ์ขึ้น โดยในหนังมีการใช้เสียงจริงๆ ของ “ฮินด์ ราจาบ” (Hind Rajab) เด็กหญิงชาวปาเลสไตน์ซึ่งถูกกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลสังหาร พร้อมกับครอบครัวของเธออีก 6 คน (ลูกพี่ลูกน้องอีก 4 คน, ป้า และลุงของเธอ) รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พยายามอย่างยิ่งที่จะเข้าไปช่วยเหลือเธออีก 2 คนก็ถูกสังหารไปด้วย
หนังเรื่องนี้เป็นผลงานร่วมมือสร้างระหว่างประเทศตูนิเซียและฝรั่งเศส ออกฉายรอบปฐมทัศน์โลกในงานประกวดหลักของ “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 82” เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2025 โดยได้รับรางวัล “Grand Jury Prize” และรางวัลอื่นๆ อีก 7 รางวัล
นอกจากนี้ “The Voice of Hind Rajab” ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “ลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 83” (Golden Globe Awards 2026) ในสาขา “ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม” (Best Non-English Language Film) และได้เป็นภาพยนตร์ตัวแทน “ประเทศตูนิเซีย” เข้าชิงรางวัล “ออสการ์ ครั้งที่ 98” (Academy Awards 2026) ในสาขา “ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม” (Best International Feature Film) อีกด้วย

23 นาทีแห่งการให้เกียรติ
หลังการฉาย “The Voice of Hind Rajab” ที่ “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 82” (Venice International Film Festival 2025) ได้เกิดเหตุการณ์น่าประทับใจขึ้นเมื่อเหล่าผู้ชมต่างลุกขึ้นยืนปรบมือดังสนั่นยาวนานถึง 23 นาที 50 วินาที ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของเวลาฉายทั้งหมด (ภาพยนตร์ยาว 89 นาที) ซึ่งสถิตินี้นับเป็นเวลา Standing Ovation ที่ยาวนานที่สุดในเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก โดยทำลายสถิติเดิมจากเรื่อง “Pan’s Labyrinth” ซึ่งเคยทำสถิติเอาไว้ที่ 22 นาที จากการฉายที่ “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 59” (Cannes Film Festival 2006)
“The Voice of Hind Rajab ฮินด์ ราจาบ เสียงร่ำไห้จากกาซา” ฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์
