เจาะใจ “ปีเตอร์ ชาน” ผู้กำกับ “Leap ตบให้สนั่น” ภาพยนตร์เปิดตัวอันดับ 1 Box Office ที่ทำให้ชาวจีนเสียน้ำตาที่สุดของปีนี้
1 month ago 0
Share

Featured Movie

Leap-Premiere01

 

ความรู้สึกที่คิดว่าใหญ่มากตอนถ่ายทำหนังเรื่อง “Leap ตบให้สนั่น” คืออะไร และประสบการณ์สุดประทับใจมากที่สุด

เรื่องราวทั้งหมดของทีมวอลเลย์บอลหญิงจีนเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้นเราจึงค่อยๆ เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความเป็นมาของทีมวอลเลย์บอล เริ่มจากมุมเล็กๆ ขยายไปใหญ่จนเห็นความเป็นมาของทีมนักวอลเลย์บอลหญิง ส่วนรูปภาพของพวกเขานั้นถูกถ่ายในตอนต้นของยุค 80 ที่ผ่านมา ผมพยายามถ่ายทำละครข้ามยุคซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในครั้งนี้น่าจะเป็นการกำกับการแสดงครั้งเดียวที่ครอบคลุมที่สุดในไม่กี่ปีมานี้

 

“กงลี่” เป็นตัวเลือกนักแสดงที่ดีที่สุดของคุณใช่ไหม จนถึงปัจจุบันนี้เคยมีการเกี่ยวข้องใดๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องงานไหม ในความคิดก่อนหน้านี้โอกาสไหนที่คุณควรจะร่วมงานกับเธอสักครั้ง

ผมเคยคิดอยากร่วมงานกับ “กงลี่” มาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้เคยคุยกันหนึ่งครั้งแต่ก็ไม่เคยได้ร่วมงานกันจริงๆ สักที ครั้งนี้ถือว่าโชคดีมาก กงลี่คือคนที่เหมาะที่สุดที่จะมารับเป็น “หลางผิง” ผมยังพูดกับเขาเสมอว่า ตราบใดที่ยืนอยู่ที่นั่น เธอจะมีแรงผลักดันที่แข็งแกร่ง เมื่อได้เห็นแววตาของเธอขณะนั้นพูดได้ว่าเหมือนกับแววตาของหลางผิงไม่มีผิด สถานะของทั้งสองนั้น กงลี่ในแวดวงภาพยนตร์ยังเปรียบเทียบได้กับหลานผิงในแวดวงการกีฬา นอกจากนี้พวกเขายังเริ่มทำงานในช่วงยุค 80 และยังเป็นคนแรกที่เดินทางไปต่างประเทศ เรียนรู้ความเป็นระดับมาตรฐานสากล มีอิทธิพลอย่างมากในเวลาต่อมา ทำให้ผมคิดว่านอกจากเธอแล้วก็ยังคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะเป็นใครไปได้ที่จะมารับบทนี้

 

Leap-Premiere02

 

“กงลี่” แสดงในบทบาทของ “หลางผิง” ได้อย่างดี เป็นที่ยอมรับจากผู้ชม แต่ทว่าเธอสูงแค่ 170 ซม. ขณะที่หลางผิงสูงถึง 184 ซม. ฉันเคยเห็นภาพมาก่อน สัดส่วนของทั้งสองคนแทบจะค่อนข้างต่างกัน จึงอยากรู้ว่าผู้กำกับใช้วิธีไหนแสดงออกถึงความดุดันของกงลี่และจัดการอย่างไรกับสัดส่วนทางร่างกายที่ต่างกันแบบนี้

เป็นไปได้ยากมากที่จะหาคนที่มีความสูงขนาดพอดีแบบ “หลางผิง” แต่ “กงลี่” ก็ยังถืว่าเป็นคนที่ดูมีรูปร่างสูงอยู่ ตอนแรกผมคิดว่าจะใช้การจัดตำแหน่งกล้องหรือหาเทคพิเศษมาช่วยทำให้กงลี่ดูมีความสูงในระดับที่เหมาะสม แต่เมื่อเราได้เข้าไปถ่ายทำจริงๆ ค่อนข้างกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากที่กงลี่จะต้องแสดงพร้อมกับทีมนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ซึ่งพวกเขาสูงมากจริงๆ แต่ละคนมีความสูงประมาณ 190 ซม. ไปจนถึงเกือบ 200 ซม. ทำให้ในระหว่างการถ่ายทำพวกเราจึงได้วางแผนกันทั้งหาวิธีที่จะทำให้กงลี่สูงขึ้นมาหน่อยหรือไม่ก็อาจจะใช้มุมกล้อง ตอนระหว่างการถ่ายทำยังรู้สึกได้ถึงพลังของกงลี่ที่สามารถจัดการทีมนักวอลเลย์วอลหญิงได้ และตอนนี้เธอก็ถ่ายทำบทโค้ชหลางผิงมาได้สักพักแล้ว ทันทีทีมนักวอลเลย์บอลหญิงเข้าฉากการแสดง กงลี่ก็ได้กลายเป็นโค้ชหลางผิงของพวกเขาไปทันที กงลี่ยังสามารถนำพวกเขาในการแสดงได้ ดังนั้นคนดูจะไม่คิดว่าความสูงของเธอจะน้อยเกินไป นอกจากนี้รัศมีของทีมนักวอลเลย์วอลหญิงยังไม่มีผลกระทบต่อการแสดงที่ทรงพลังของกงลี่อีกด้วย

 

หลังจากที่ดูหนังจบแล้ว คนดูหลายคนชื่นชมมากตอนที่ “ทีมนักวอลเลย์บอลหญิงอยู่ในร้านซาลอน” แล้วโค้ชหลางผิงพูดขึ้นมาว่า “รีบมีความรักซะ” คุณพิจารณาจากอะไรในการสร้างพล็อตนี้

ก่อนที่จะไปวอลเลย์บอลหญิงเวิลด์คัปที่ญี่ปุ่น พวกเขาไปที่ร้านซาลอนเพื่อดัดผมซึ่งรายละเอียดส่วนนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายในที่พวกเราดูในปีนั้น ในปีนั้นเองก่อนการแข่งขันทรงผมจริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนี้ แต่ก่อนที่จะไปเวิลด์คัปที่ญี่ปุ่น แต่ละคนก็ไปดัดผมทำให้เมื่อไปเวิลด์คัปแต่ละคนก็มีทรงผมที่คล้ายๆ กัน สำหรับผมคิดว่าอาจจะเพื่อทำให้ทีมต่างชาติอื่นๆ ไม่สามารถจำพวกเขาได้ ทำให้ทีมอื่นสงสัยว่าคนนี้คือใคร เนื่องจากลักษณะภายนอกของแต่ละคนในทีมต่างก็ดูเหมือนกันไปหมด ผมแค่สมมติฐานจากความเป็นไปได้นะ ว่ากันว่าในตอนนั้นจริงๆ แล้วเสื้อของหลางผิงก็ยังสลับเปลี่ยนจากเบอร์ 1 เป็นเบอร์ 3 แทน

 

Leap-Peter-Chan

 

ดูเหมือนว่ามีหลายคนกล่าวว่าคุณคือนักเล่า “เรื่องราวของกาลเวลา” สมมติว่าต้องถ่ายทำเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง คุณจะเลือกตอนไหนและมีความเกี่ยวข้องกับกาลเวลาไหม นอกจากนี้ยังมีคำเล็กๆ อยากลองถามคุณดูว่า คุณเดินทางออกจากฮ่องกงในช่วงปลายยุค 90 จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ฮ่องกงเปลี่ยนผ่านยุคต่างๆ รู้สึกได้ถึง “ความรู้สึกของช่วงเวลา” คุณจะลองพิจารณากลับไปถ่ายทำที่ฮ่องกงหรือไม่

ผมเคยสร้างละครย้อนยุคมาหลายครั้งแล้ว แต่นอกจาก “เถียนมีมี่” (Comrades: Almost a Love Story, 1996) แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผมเคยพบเจอด้วยตัวเอง เถียนมีมี่เป็นยุคของผมตอนที่กลับฮ่องกงในปี 1983 และในปี 95, 96 ของการถ่ายทำเถียนมีมี่เป็นช่วงที่ผมยังเป็นวัยรุ่น ผมถ่ายทำในยุคนั้น คือการแสดงออกส่วนตัวในยุคของผม

ส่วนเรื่อง “American Dreams in China” (สามตี๋ซ่าท้ามะกัน, 2013) ผมนำประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมาถ่ายทำเรื่องนี้ ทั้งนี้ผมเคยไปอเมริกา การกลับมาฮ่องกง ความรู้สึกตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น ผมแค่รู้สึกว่ามีหลายสิ่งที่เราสามารถนำมาแบ่งปันกันซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกที่พิเศษถึงจะรู้สึกถึงมันได้ แต่บางสิ่งบางฟีลลิงเราสามารถแบ่งปันและสื่อออกมาได้เหมือนกัน

ถ้าหากผมต้องถ่ายเกี่ยวกับเรื่องตัวเองจริงๆ ที่จริงแล้วก็มีหนังบางเรื่องที่ผมอยากจะถ่ายทำขึ้นมา แต่ตอนนี้ยังเขียนไม่เสร็จ และหนังเรื่องนั้นก็ไม่สามารถหาใครที่เขียนได้ เนื่องจากผมต้องการเขียนบรรยายด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามผมยังไม่ใช่คนเขียนบทที่มีฝีมือขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องหาแล้วคนเขียนบทแล้ว ถึงตอนนี้ผ่านไปหลายเดือนแล้วผมก็ยังไม่มีเวลากลับไปเขียนเลย ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวผมตอนเด็กอายุประมาณ 11-12 ที่ต้องออกจากบ้านตามพ่อแม่ไปประเทศไทย ครอบครัวผมคือชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย แต่ตอนนั้นที่ผมไปประเทศไทยผมไม่ได้รู้สึกว่าเหมือนผมได้กลับบ้าน คิดแค่ว่าจากบ้านเกิดมาเพื่อไปประเทศอื่นเท่านั้น ความรู้สึกในช่วงเวลานั้นยังไม่สามารถลืมไปได้ บางทีบทของเรื่องอาจจะไม่ใช่เรื่องเล่า อาจจะแตกต่างหนังเรื่องอื่นๆ เพราะหนังของผมจะเป็นแนวดราม่าและมีการเล่าเรื่อง ทั้งนี้หนังเรื่องนี้อาจจะไม่เหมือนเรื่องที่ผมเคยทำมา แต่จะเต็มไปประสบการณ์ตรงในช่วงชีวิตของผมเอง แต่ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้อาจทำให้รู้สึกถึงช่วงชีวิตในวัยเยาว์ที่จะต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้าในที่อื่น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ทำไมถึงกลายมาเป็นผมได้ทุกวันนี้ หากผมได้มีโอกาสสร้างหนังในช่วงเวลานั้นของผมจริงๆ ผมหวังว่าผมจะเขียนมันออกมาและได้ถ่ายทำมันจริง ๆ

 

คุณพอใจไหมกับคะแนนของ Box Office คนดูหนังแนวที่มีธีมกีฬาเป็นอย่างไรบ้าง มีจำนวนจำกัดหรือเปล่า

หากต้องการที่จะถ่ายทำให้สำเร็จ ที่จริงแล้วไม่ใช่มีแค่พวกเราที่แสดงบทบาทเท่านั้น ทั้งนี้ความเป็นศิลปะที่แฝงไว้ในภาพยนตร์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำได้อย่างไร ต้องได้รับการการันตีจากทางคนดูและตลาดของหนังจริงๆ ที่จริงแล้วพวกเราพยายามกันอย่างเต็มที่ในการถ่ายทำเรื่อง “Leap ตบให้สนั่น” ส่วนด้านการดำเนินการสร้างและผลิตผมค่อนข้างพอใจมาก อีกทั้งยังคิดว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากที่ได้กำกับถ่ายทำเรื่องนี้ ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ยังถือว่าทำออกมาได้ดีที่สุดแล้ว แต่ทางตลาดหนังจะวิจารณ์กลับมาอย่างไรนั้นก็ต้องให้ตลาดหนังเป็นตัวตัดสินไป ไม่ว่าจะอย่างไรพวกเราจะยอมรับโดยดี ในเมื่อตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุดแล้วโดยไร้ข้อกังขาใดๆ แค่นี้ก็ถือว่าสำเร็ที่สุดแล้ว อีกอย่างประเภทของหนังมีหลากหลายมาก และคุณก็ไม่ควรถ่ายทำอยู่แต่หนังประเภทเดิมๆ

 

Leap-Gong-Li-Poster01

 

คนดูรู้สึกว่าในหนังมีการเสียน้ำตามากเกินไป จนเรียกร้องให้คุณ “ชดใช้ค่ากระดาษทิชชู” คุณคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคำเหล่านี้

มีหลายคนเคยบอกผมว่าดูหนังของผมทีไรต้องร้องไห้ทุกครั้ง ผมเลยไม่รู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำติหรือคำชม การแสดงออกด้านอารมณ์ในหนังที่ผมกำกับค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติ มีการแสดงออกโดยธรรมชาติ ที่จริงแล้วมันเป็นสัญชาตญาณหรือธรรมชาติของผม เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมชอบดูหนังมาก บางครั้งก็รู้สึกคล้อยตามหนัง ดังนั้นหลายครั้งที่เวลาผมกำกับจะทำให้การแสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด บางคนที่ร้องไห้อาจจะชอบจนรู้สึกคล้อยตามตัวละครและการดำเนินเรื่อง หรือแม้แต่บางคนอาจจะคิดว่ามีความอ่อนไหวทางด้านอารมณ์เกินไป

ผู้กำกับแต่ละคนมีคาแร็กเตอร์แตกต่างกัน ผมคิดว่าผมเปลี่ยนตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว จะแสดงออกโดยธรรมชาติเอง ผมกำกับหนังมาหลายปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปโต้เถียงคนดู โต้เถียงกับนักวิจารณ์ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในสิ่งที่เราเป็น ผมยอมรับมันเสมอไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือคำติ

 

นักร้องเพลงโปรโมตหนังเรื่องนี้คือ “อี้หยางเชียนสี่” (แจ็กสัน) เขาเพิ่งจะได้รับรางวัล “Hundred Flowers Awards – รางวัลช่อดอกไม้ สาขานักแสดงหน้าใหม่” ทางผู้กำกับคิดว่ามีโอกาสจะกลับมาร่วมงานกับเขาอีกหรือไม่

แน่นอน ในอนาคตอาจจะมีการร่วมงานกัน ต้องรอดูเรื่องสคริปต์หรือแม้กระทั่งบทบาทที่เหมาะสมกับเขาด้วย

 

 

“Leap ตบให้สนั่น”

5 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

Leap-Poster-TH

 

Featured Movie