“Adrift” พลังของรักแท้ที่แม้แต่พายุเฮอร์ริเคนก็ยังมิอาจพังทลาย
3 months ago 0
Share

Featured Movie

Adrift-Poster-Thai

 

ถ้าคุณเป็นแฟนหนังทริลเลอร์ระทึกขวัญที่คอยลุ้นไปกับสถานการณ์บีบคั้นที่ตัวเอกต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางภัยพิบัติต่างๆ เหมือนอย่างใน “47 Meters Down” และ “The Shallows” ที่กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์หนังที่น่าสนใจช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

แต่ละเรื่องตัวเอกต่างมีวิธีการเอาตัวรอดที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับที่ “ทามี  โอลด์แฮม แอชคราฟต์” และ “ริชาร์ด ชาร์ป”คู่รักนักเดินเรือกำลังจะแสดงให้เห็นกันอีกครั้งในAdrift” ที่นอกจากเทคนิคการเอาตัวรอดอันชาญฉลาด เรายังจะได้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วพลังแห่ง “ความรัก” สามารถพาให้เราเอาชนะทุกอุปสรรคไปได้จริงๆ

 

Adrift-Quote01

 

บทพิสูจน์รักแท้ที่กินเวลา 41 วันกลางมหาสมุทร

สถานการณ์อันตรายถึงชีวิต คือบทพิสูจน์ “รักแท้” ในชีวิตจริงได้ดีเสมอ เช่นกับเดียวกับความรักของ “ทามี  โอลด์แฮม แอชคราฟต์” และ “ริชาร์ด ชาร์ป” 2 นักเดินทางที่ล่องเรือใบจากเกาะตาฮิติไปยังชายฝั่งซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย และถูกพายุเฮอร์ริเคนระดับ 4 (มีความเร็วลมสูงถึง 210-249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนระดับสูงสุดคือระดับ 5 มีความเร็วลมตั้งแต่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป) เล่นงานในวันที่ 23 กันยายน 1983 จนต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังกับซากเรือที่ถูกทำลายเป็นเวลา 41 วันกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ

 

ในตอนแรกเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเสมือนฝันร้ายที่ทั้งคู่ไม่อยากนึกถึง แต่เวลาผ่านไป 10 ปี ทามี เริ่มบันทึกเรื่องราวนี้ออกมาเป็นหนังสือ Red Sky in Mourning: A True Story of Love, Loss, and Survival at Sea” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ไปจนถึงวันที่พวกเขาเอาชนะมฤตยูแห่งความตายกลางท้องทะเลมาได้อย่างละเอียดเพื่อยืนให้ทั้งโลกได้รู้ว่า ถ้าคุณเชื่อมั่นในคนรักและเชื่อมั่นในความรักที่มีให้กันมากพอ ต่อให้เป็นพายุเฮอร์ริเคนลูกยักษ์ก็ไม่อาจทำลายความครั้งที่มีคุณให้แก่กันได้

 

หลังจากหนังสือเล่มนี้ออกวางจำหน่าย มีผู้คนมากมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักที่ยิ่งใหญ่ของทั้งคู่ รวมถึง “แอรอน-จอร์แดน คานเดลล์” 2 ฝาแฝดนักเขียนบทเรื่อง Adrift” ที่มาเจอหนังสือเล่มนี้ระหว่างหาข้อมูลเกี่ยวกับความรักกลางมหาสมุทร และทันทีว่าชีวิตของทามิและริชาร์ดคือสิ่งพวกเขาและคนทั้งโลกตามหา

 

จอร์แดนเคยให้สัมภาษณ์ถึงความตื่นเต้นขณะอ่านหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า

 

“เราเจอเรื่องของทามี ตอนเขียนบทเรื่องการเอาตัวรอดจากทะเล เราค้นคว้าหนักมากก่อนเลือกเรื่องของเธอมาเป็นประเด็นหลัก เราอ่านมันทั้งคืน มันเป็นเรื่องที่ทรงพลัง อัดแน่นด้วยอารมณ์ เรารู้ว่าเรื่องจริงของเธอมันดีกว่าทุกเรื่องที่เราสามารถแต่งขึ้นมาได้ วันต่อมาเรารีบติดต่อทามีและมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเธอที่บ้าน ทามีเป็นหญิงแกร่งและเป็นนักเล่าเรื่องมากฝีมือ มันสำคัญสำหรับเราที่ต้องได้คำอนุญาตจากเธอ และข้อมูลเบื้องลึกที่จะทำให้เราได้ตีแผ่เรื่องราวนี้ออกมาสมจริงที่สุด”

 

Adrift-Quote02

 

“เชลีน วูดลีย์” และ “แซม คลาฟลิน” ตัวแทนของคู่รักที่เปลี่ยนความรักให้เป็นพลังในการเอาชีวิตรอด

ในสายตาของพี่น้องนักเขียนบทและผู้กำกับของเรื่องอย่าง “บัลทาซาร์ คอร์มาเกอร์” ทุกคนมีความเห็นเหมือนกันว่า “เชลีน วูดลีย์” นักแสดงสาวที่โดดเด่นมากๆ จากเรื่อง “The Descendants”, “The Fault in Our Stars” และ “Divergent” คือตัวเลือกหนึ่งเดียวสำหรับบท “ทามี โอลด์แฮม แอชคราฟต์” ไม่ใช่เพียงลักษณะภายนอก แต่เชลีนกับทามียังเหมือนกันไปถึงบุคลิกภาพภายใน คือเป็นผู้หญิงที่มีจิตวิญญาณอิสระ มีจิตใจที่แข็งแกร่ง และอยากออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

 

“พวกเรานึกถึงเธอตั้งแต่ตอนเขียนบท และทุกครั้งที่ได้คุยกับทามีตัวจริง เราก็ยิ่งแน่ใจว่าเรามองคนไม่ผิด เชลีนคือคนเดียวเท่านั้นที่จะรับบทนี้ได้ หลังจากเขียนบทเสร็จเชลีนเป็นคนแรกที่เราส่งบทไปให้อ่าน เราหวังว่าเธอจะชอบ และโชคดีที่มันโดนใจเธอเต็มๆ” จอร์แดนและแอรอนยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน

 

บัลทาซาร์เองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ “ผมไม่เคยทำหนังที่มีผู้หญิงเป็นตัวนำมาก่อน ผมชอบไอเดียที่ใช้หญิงสาวผู้แข็งแกร่งมาเป็นฮีโร่ของเรื่องและผมคิดว่าไม่มีใครเหมาะกับบทนี้มากกว่าไปเชลีน ผมชอบที่มันเป็นเรื่องของความรักที่ทรงพลัง โดยเฉพาะวิธีที่เราถ่ายทอดมันออกมา ผมหวังมาตลอดว่าจะได้ทำหนังโรแมนติกดราม่าที่มีการสำรวจเนื้อแท้ของพลังแห่งความรักเป็นแกนหลัก”

 

ในส่วนของ “ริชาร์ด ชาร์ป” อีกหนึ่งตัวละครสำคัญ คนที่ชวนให้ทามีออกเดินทางไปกับเขาทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน “แซม คลาฟลิน” จาก “Me Before You”, “Love, Rosie” และ “The Hunger Games: Catching Fire” ก็คือตัวเลือกแรกๆ ที่ผู้กำกับเชื่อว่าเขามองคนไม่ผิด

 

“ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับริชาร์ดพอสมควร การที่พี่น้องคานเดลล์สัมภาษณ์คนใกล้ชิดของเขาที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือหรือกับเหตุการณ์นั้น มันช่วยให้ผมได้รู้ว่าเขาเป็นคนแกร่งแถมมีเสน่ห์ ละเอียดอ่อน พูดจาอ่อนหวาน เป็นสุภาพบุรุษ ตอนที่ผมเริ่มคิดจะเอาแซมมารับบทนี้ เราคุยกันครั้งแรกผ่านโทรศัพท์ มันเหมือนผมคุยกับริชาร์ดอยู่เลย เขาเหมาะกับบทนี้มาก”

 

Adrift-Quote03

 

เคมีที่ลงตัวและการทุ่มเทสุดหัวใจของเชลีนและคลาฟลิน

“เชลีน วูดลีย์” มีความรู้สึกคล้ายพี่น้องคานเดลล์ คือเธอตกหลุมรักเรื่องราวของทามีและริชาร์ดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้อ่านบท และยืนยันมาตลอดว่าพร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทั้งคู่ออกมาให้ดีที่สุด

 

“ฉันประทับใจมาก ประทับใจทั้งตัวตนและความรักในแบบคู่แท้ของทามีและริชาร์ด ฉันอ่านหนังสือของเธอหลายรอบเพื่อเข้าใจความรู้สึกของเธอให้ได้มากที่สุด หนังสือของเธอเป็นเหมือนเข็มทิศของฉัน แม้กระทั่งก่อนเข้าฉากฉันก็ต้องเปิดหนังสืออ่านอีกรอบเพื่อความแน่ใจ อีกหนึ่งเรื่องที่ยากคือ ถึงแม้ว่าฉันเป็นนักว่ายน้ำและชอบอยู่ในน้ำมาตลอด แต่ฉันไม่เคยฝึกแล่นเรือใบมาก่อน ทำให้ก่อนเปิดกล้องฉันต้องใช้เวลาทั้งเดือนอยู่ในฮาวาย เพื่อเรียนรู้การควบคุมเรือประเภทต่างๆ ให้มากที่สุด”

 

ด้วยพื้นฐานของ “แซม คลาฟลิน” ที่เป็นหนุ่มโรแมนติก เซนซิทีฟง่ายเป็นทุนเดิม แน่นอนว่าเขาเองก็ตกหลุมรักเรื่องราวของทามีและริชาร์ดแบบถอนตัวไม่ขึ้นเช่นกัน

 

“ยิ่งผมทำการบ้าน ยิ่งหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ยิ่งรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหนียวแน่นมาก ผมตกหลุมรักและเอาใจช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นวิกฤตินั้นมาได้ ในส่วนของเชลีนนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ผมรู้ตั้งแต่แล้วว่ามันคงง่ายมากที่การแสดงของเธอจะทำให้ผมตกหลุมรัก และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

 

ทางฝั่งเชลีนก็ประทับใจในตัวคู่หูคนใหม่อยู่ไม่น้อย “แซมคือยอดฝีมือ เอาเป็นคนทำงานหนักที่สุด เอื้อเฟื้อ มีจิตใจงดงามและมองโลกในแง่ดี เขาเป็นหนึ่งในคนดีที่สุดที่ฉันเคยทำงานด้วย เราถ่ายทำกันในเรือกลางทะเลวันละ 14 ชั่วโมง แต่เขาไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยบ่นสักคำ นอกจากเขาจะเป็นมืออาชีพแบบสุดๆ แล้ว เขายังเป็นคนที่เฮฮาทำงานด้วยแล้วสนุกมากๆ”

 

แต่สิ่งที่รับประกันเคมีที่เข้ากันของคู่พระนางในเรื่องนี้ได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการออกมายืนยันจากปากทามี เจ้าของเรื่องที่เป็นผู้ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ

 

“เหมือนฝันที่เป็นจริงตอนได้เห็นพวกเขาทุ่มสุดตัวเพื่อเล่าเรื่องของฉัน มันน่าประทับใจตั้งแต่ตอนที่เชลีนอาสารับบทเป็นฉัน เธอคือผู้หญิงที่เอื้อเฟื้อและมีหัวใจที่งดงาม เธอเหมาะกับบทนี้มากจริงๆ แซมเองก็เช่นกัน เขาเหมือนริชาร์ดแบบไม่น่าเชื่อ ฉันคิดว่าฟ้าส่งแซมมาเพื่อรับบทนี้โดยเฉพาะ”

 

Adrift-Quote05

 

รักธรรมชาติ เดินเรือเก่ง และอีกหลายคุณสมบัติที่เหมาะสมของบัลทาซาร์

ถ้าพูดถึงหนังเอาชีวิตรอดกลางทะเล จะมีชื่อผู้กำกับคนไหนที่เหมาะสมไปกว่า “บัลทาซาร์ คอร์มาเกอร์” ผู้กำกับชาวไอซ์แลนด์ ที่เติบโตมากับท้องทะเล เป็นนักเดินเรือมืออาชีพ และเคยทำหนังอย่าง “The Deep” ที่เล่าถึงการเอาตัวรอดของชาวประมงจากมหาสมุทรอันหนาวเหน็บ และ “Everest” ผลงานล่าสุดที่หยิบเอาเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 1996 Mount Everest Disaster บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และในเรื่องนี้เขาก็ทำได้ดีถึงขนาดทามีเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการเห็นภาพที่เขานำเสนอออกมานั้นสมจริงจนวิญญาณของเธอแทบหลุดออกมาจากร่าง

 

“ในความรู้สึกฉัน บัลทาซาร์เป็นคนเดียวที่ควรกำกับเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นนักเดินเรือที่ทำหนังเป็น แต่เพราะเขามีหัวใจที่งดงาม เป็นมนุษย์ที่น่ายกย่อง วันที่ไปกองถ่ายฉันเห็นเชลีนอยู่บนซากเรือฮาซานา มันเหมือนวิญญาณฉันหลุดจากร่าง หัวใจฉันเหมือนโดนขยี้ การได้กลับมาเห็นอะไรแบบนี้ทำให้ฉันตระหนักได้ว่าฉันโชคดีแค่ไหนที่รอดมาได้”

 

บัลทาซาร์เองก็ตั้งใจกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะสำหรับเขา Adrift” มีอะไรน่าสนใจมากกว่าจะจำกัดความหนังเรื่องนี้ไว้แค่คำว่าเป็น “หนังภัยพิบัติ” ทั่วไป

 

“ผมชอบล่องเรือและเคยลงแข่งด้วยตอนเป็นวัยรุ่นอยู่ทำให้อินกับเรื่องนี้ ผมชอบความสมจริงของมันว่าอดีตมันส่งผลต่อปัจจุบันอย่างไร มันสะท้อนความสัมพันธ์ทั้งช่วงที่มีความสุขและช่วงที่ทุกข์ ผมคิดว่ามันผสมผสานหนังหลายแนวเข้าด้วยกัน หนังรักที่ดีย่อมต้องมีอุปสรรคซึ่งในหนังเรืองนี้คืออุบัติเหตุกลางทะเล การที่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานโดยมีความรักช่วยให้ผ่านพ้นมันไป เรื่องราวแบบนี้โดนใจผมมาก”

 

ไม่เพียงแค่ผู้กำกับ เพราะพี่น้องนักเขียนบทอย่างแอรอนและจอร์แดนเอง ก่อนหน้ามาเขียนบทเรื่อง Adrift” เขาก็เพิ่งรับหน้าที่เขียนบทว่าด้วยการผจญภัยในท้องทะเลให้แอนิเมชั่นจากค่ายดิสนีย์เรื่อง “Moana” มาก่อน รวมทั้งการเติบโตมากับหาดทรายสีขาว ทำให้ในเรื่องความรักที่มีให้กับท้องทะเลไม่มีใครเกินพวกเขาแน่นอน

 

“เราเกิดและโตในฮาวายนั่นแปลว่าเราอยู่ใกล้ทะเลมาตลอด เราทั้งเล่นเซิร์ฟ พายเรือ ดำน้ำ มหาสมุทรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเรา ผมโชคดีที่ได้เรียนล่องเรือสไตล์โพลีเซียน มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจการเล่นเรือใบล่องไปยังผืนมหาสมุทร มันทำให้ผมมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความลำบากขั้นสุด”

 

Adrift-Quote04

 

ถ่ายทอดความสมจริงและทุกความประทับใจในประเทศฟิจิ

จุดเริ่มต้นมาจากความคิดของบัลทาซาร์ที่อยากนำเสนอให้ Adrift” กลายเป็นหนังที่มีความสมจริงมากที่สุด ทำให้ทุกคนต้องยกกองไปถ่ายทำกลางทะเลในประเทศฟิจิอยู่ร่วมเดือน พร้อมกับเหตุการณ์ที่ทั้งเหนื่อย สนุก และประทับใจมากๆ ที่ทีมงานหลายคนได้รับ เริ่มตั้งแต่ตัวเขาเองที่เชื่อว่าชีวิตทามีและริชาร์ดคือความจริงที่ไม่สามารถจำลองขึ้นมาด้วยเทคนิคพิเศษใดๆ

 

“ความสมจริงเป็นสิ่งสำคัญ มันคือปัจจัยหลักในการทำให้คนดูเอาใจช่วยตัวละคร การออกไปอยู่กลางทะเล คลื่นซัดไม่หยุดหย่อน 12-14 ชั่วโมงต่อวันเป็นอะไรที่คุณไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้ ผมต้องการบอกความรู้สึกของริชาร์ดกับทามีให้คนดู นักแสดงต้องทุ่มเทอย่างหนัก ผมพยายามผลักดันให้มันถึงขีดสุดตราบใดที่มันยังปลอดภัย”

 

ไปจนถึงพระเอกของเรื่อง “แซม คลาฟลิน” นักแสดงที่รักในการทำงานหนักที่ดูจะถูกใจสไตล์การทำงานของผู้กำกับคนนี้มากเป็นพิเศษ

 

“บัลต์เหมือนไวกิ้ง เขาคือคนที่คุณอยากให้มาควบคุมทุกอย่างของหนัง เขารักธรรมชาติ ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง เขาเลือกทำหนังเรื่องนี้โดยใช้แนวการใช้ชีวิตของเขา เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่คู่รักต้องเจอให้จบหลังกล้องมากที่สุด มันสุดยอดและทรงพลังมากสำหรับเชลีนกับผมที่ได้ล่องเรือเอง เขาต้องการให้พวกเรารู้รายละเอียดว่ากำลังทำอะไรอยู่ นั่นหมายความว่าต้องถ่ายทำกันบนเรือใบกลางมหาสมุทรจริงๆ เราถ่ายกันในที่จริงมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เขาไม่กลัวที่จะผลักดันนักแสดงและทีมงานให้ก้าวข้ามขีดจำกัด เพราะเขารู้ว่าเราทำได้ ทีมงานและนักแสดงทุ่มเทเกินร้อยก็เพราะเขานั่นแหละคือข้อดีของการทำงานกับเขา”

 

รวมไปถึงนางเอกอย่าง “เชลีน วูดลีย์” ที่หลงใหลในความงดงาม วูดลีย์หลงใหลในความงดงามของธรรมชาติและผู้คนที่ฟิจิเข้าอย่างจัง

 

“ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้สัมผัสกับวัฒธรรมฟิจิ ชุมชนชาวฟิจิ ฉันเคารพพวกเขาจริงๆ ความกลมเกลียวกันเป็นเสาหลักของวัฒนธรรมพวกเขา และจากประสบการณ์ที่ฉันเจอมา พวกเขาเป็นคนจิตใจงดงาม เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ส่วนเรื่องความสวยงามของธรรมชาติเป็นอย่างไรนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะทุกคนจะได้เห็นเมื่อเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อยู่แล้ว”

 

Adrift-Quote06

 

ทีมงานเฉพาะทางที่มาทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์

เริ่มตั้งแต่ “โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน” ผู้กำกับภาพคู่ใจของ “เควนติน ทาแรนติโน” (Kill Bill: Vol.1-2, Inglourious Basterds, Django Unchained และ The Hateful Eight) ที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับบัลทาซาร์เป็นครั้งแรกในเรื่อง Adrift” เรื่องฝีมืออันเอกอุของเขาคงไม่ต้องพูดถึง แต่เราสิ่งที่เราอยากพูดถึงนอกเหนือจากนั้นคือ ความทุ่มเทในการทำงานของผู้กำกับภาพวัย 63 ปี ที่ถึงขนาดทำให้ผู้กำกับรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัวขึ้นมา

 

“ผมตื่นเต้นมากตอนที่รู้ว่าเขาจะมาร่วมงานกับเรา เขาผลักดันตัวเองอยู่ตลอด เขาทำทุกอย่าง เขาแช่อยู่ในน้ำแทบทุกวัน ผมรู้สึกเห็นแก่ตัวเลยต้องลงไปกับเขาด้วย ผมอยากใช้ชีวิตให้สุด ไม่ใช่แค่นั่งชิลดูแต่มอนิเตอร์ มีอยู่วันหนึ่งเครนไฟฟ้าของเราพังและไม่สามารถซ่อมได้กลางทะเล สิ่งที่เขาทำคือถือกล้องถ่ายแล้วนั่งบนหัวเรือที่โยกไปมาตลอดเวลาแล้วบอกพวกเราว่า ‘ถ่ายกันเลยเถอะ คลื่นกำลังดี’ เขาเป็นนักทำหนังตัวจริง ทุ่มเททุกอย่าง ต่อให้เขาต้องลงไปเกาะข้างเรือเขาก็จะทำถ้ามันทำให้ภาพออกมาดีขึ้น”

 

นอกจากนี้ยังได้ “นีล แอนเดรีย” ผู้เชี่ยวชาญทางน้ำที่เคยทำงานให้กับหนังเรื่อง “Dunkirk” และ “Kong: Skull Island” มาเป็นคนวางแผนการถ่ายทำในน่านน้ำทั้งหมด โดยสิ่งที่อยากที่สุดคือการถ่ายทำต้องอาศัยการควบคุมเรือที่แม่นยำเพื่อให้ทีมงานเข้าใกล้พอที่จะทำงานได้แต่ในขณะเดียวกันต้องไกลพอให้กล้องของริชาร์ดสันสามารถเก็บภาพกว้างของผืนทะเลโดยที่ไม่เห็นเรือลำอื่นเข้ามารบกวน

 

“เราต้องการถ่ายทอดอากาศสุดวิปโยค เราเลยต้องผลักดันทั้งตัวเองและภาวะแวดล้อมถึงขีดสุด มันมีเส้นบางๆ ระหว่างการเล่าเรื่องถึงแก่นแท้กับการรักษาให้ทุกคนปลอดภัย โชคดีที่เราทำได้ทั้งสองอย่าง”

 

ถึงแม้บัลทาซาร์จะพยายามถ่ายทำทุกอย่างให้สมจริงที่สุด แต่แน่นอนว่าการเผชิญกับพายุระดับ 4 นั้นอันตรายเกินกว่าจะไปถ่ายทำในทะเล ซึ่งในส่วนนี้เขาได้ทีมงานของ “ดาดี้ ไอนาร์สสัน” จาก RVX Studios ที่ร่วมงานกับเขามาตั้งแต่ปี 2013 มารับผิดชอบเรื่องการทำ CG ให้ภาพออกมาสมจริงที่สุด

 

Adrift-Quote07

 

สำหรับคนที่เคยตั้งคำถามกับพลังแห่งความรัก เตรียมตัวให้พร้อมแล้วเตรียมออกล่องเรือพิสูจน์รักแท้ไปกับความรักของทามีและริชาร์ดพร้อมกันได้ 26 กรกฎาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ แล้วคุณจะรู้ว่าไม่มีสิ่งไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักที่ผ่านพ้นวิกฤติแห่งชีวิตที่มีมัจจุราชพร้อมพรากชีวิตของคนรักรออยู่ข้างหน้าได้อีกแล้ว

 

Featured Movie