ส้มตำ (Som Tum)
สหมงคลมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล | 102 นาที | วันเข้าฉาย : 05/06/08
ผู้กำกับ : นนทกร ทวีสุข
นักแสดง
นาธาน โจนส์
นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ
ศษิสา จินดามณี
สุภัทรา วรรณทิวานนท์
ยุทธ ทองเจริญ
TRAILER
เรื่องย่อ

ครั้งแรกกับการพลิกบทบาทของนักสู้ทลายครกระดับอินเตอร์

“นาธาน โจนส์” (Troy, ต้มยำกุ้ง, Fearless)

ผนึก “พลังแห่งมิตรภาพ” ต่างไซซ์กับ 2 เล็กพริกขี้หนู

“เกรซ นวรัตน์” และ “น้องแคท เกิดมาลุย”

มาผจญภัย วาดลวดลาย ต่อสู้ดุเด็ดเผ็ดมันส์…แต่แอบมีซึ้ง

ในภาพยนตร์แอคชั่น-คอเมดี้-ดราม่า ครบรส ดูได้ทุกเพศทุกวัย

“ส้มตำ”

ผลงานตำครกแรกของผู้กำกับมากความสามารถ “นนทกร ทวีสุข”

ด้วยอานุภาพความร้อนแรงจะแผลงฤทธิ์สุดเผ็ดร้อน

ให้คุณได้แซบสนุกสุดประทับใจ 29 พ.ค.นี้ ทุกหัวระแหงในโรงภาพยนตร์

 

“บาร์นนี่” (นาธาน โจนส์) ฝรั่งร่างใหญ่ใจดีที่โชคชะตานำพาให้เขาได้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยด้วยความบังเอิญ แต่ความโชคดีดูเหมือนจะอยู่กับเขาได้ไม่นาน ทันทีที่เขามาเที่ยวต่อที่พัทยา – แหล่งสีสันแห่งราตรี แค่เพียงคืนแรกความโชคร้ายก็มาเยือน เมื่อเขาถูกหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว แม้กระทั่งพาสปอร์ตก็ยังถูกขโมยไปด้วย

 

หนทางเดียวที่พอจะทำได้จากคำแนะนำของตำรวจท้องที่ บาร์นนี่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

 

ที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งมิตรภาพของบาร์นนี่กับ 2 สาวน้อยเล็กพริกขี้หนูด้วยความบังเอิญ…อีกครั้ง

 

เมื่อ “กระเต็น” (เกรซ-นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ) สาวน้อยสุดซ่าส์กำลังหนีการไล่ล่าของแก๊งหัวโจกพัทยา เพราะดันไปแกล้งขโมยเงินของพวกมันเข้า กระเต็นขอความช่วยเหลือจากฝรั่งร่างใหญ่อย่างบาร์นนี่ โดยหารู้ไม่ว่าถึงบาร์นนี่จะมีร่างกายเป็นยักษ์ปักหลั่นอย่างนี้ แต่ใจเล็กเป็นบ้าเลย แถมยังสู้ใครไม่เป็นอีกต่างหาก

 

เฮ้อ ไม่ได้เรื่องเลยไอ้ยักษ์เอ๊ย กระเต็นออกอาการเซ็งอย่างแรง

 

แต่ก่อนความซวยจะมาถึงตัวเธอ “ดอกหญ้า” (แคท-ศษิสา จินดามณี) พี่สาวของกระเต็น ที่เจ๋งสุดๆ ในวิชาแม่ไม้มวยไทยก็ออกโรงมาเตะต่อยออกอาวุธมวยไทยช่วยทั้งคู่ได้อย่างทันการณ์

 

กระเต็นและดอกหญ้าไม่รู้จะทำยังไงต่อ แต่ด้วยความเป็นเจ้าบ้านที่ดีเลยต้องสานสัมพันธ์กับบาร์นนี่ที่อุตส่าห์ยอมเจ็บตัวในครั้งนี้ โดยพาไอ้ยักษ์ไปที่บ้านของพวกเธอที่ “แม่อี๊ด” (สุภัทรา วรรณทิวานนท์) เปิดเป็น ร้านส้มตำ อาหารสุดฮิตของชาวไทย

 

ด้วยความที่อยากลองและถูกกระเต็นบังคับ บาร์นนี่จึงต้องชิม “ส้มตำคำแรก” ในชีวิต และแล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น จากความเผ็ดร้อนปากแทบไหม้ ทำให้บาร์นนี่ควบคุมตัวเองไม่ได้ วิ่งชนร้านจนพังราบเป็นหน้ากลอง บาร์นนี่เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขารับปากว่าจะหาเงินมาช่วยซ่อมร้านส้มตำ โดยมีกระเต็นและดอกหญ้าคอยหนุนหลัง

 

ระหว่างทางนั้น แม้จะต่างไซซ์และวัย แต่ทั้ง 3 คนต่างก็ได้เรียนรู้ผูกพันในมิตรภาพซึ่งกันและกันจนประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน

 

แต่แล้วด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากความช่วยเหลือของสาวแสบซ่าส์ตัวต้นเหตุอย่างกระเต็น ก็ได้นำความวุ่นวายมาเพิ่มให้มากขึ้น เมื่อกระเต็นดันไปล้วงคองูเห่า แอบฉก ของสำคัญบางอย่าง ของแก๊งโจรกรรมเพชรที่มี “เชิงชาย” (ยุทธ ทองเจริญ) เป็นหัวหน้า นั่นเป็นเหตุให้ทั้งกระเต็น, ดอกหญ้า และบาร์นนี่ถูกตามล่าอย่างหนักจากแก๊งโจร

 

จนเมื่อสุดทางหนี การต่อสู้สุดมันส์จึงบังเกิดขึ้น…

 

ด้วย อานุภาพความร้อนแรง ลูกบ้าเฮือกสุดท้าย และ มิตรภาพไร้พรมแดน สอดประสานอย่างเข้าทาง กลายเป็น 3 พลังส้มตำ ที่จะมาแผลงฤทธิ์สุดเผ็ดร้อนให้คุณได้แซ่บสนุกสุดประทับใจ…แบบอะไรก็ฉุดไม่อยู่

 

Somtum-Still01

Somtum-Still02

Somtum-Still03

 

บันทึกผู้กำกับ “นนทกร ทวีสุข” (Director’s Note)

 

โปรเจกต์เรื่องนี้เกิดขึ้นได้เพราะผมกับ “พี่พันนา ฤทธิไกร” คุยกันว่าอยากทำหนังคอเมดี้แอคชั่นสนุกๆ น่ารักๆ ออกแนวครอบครัว  แต่พอถึงไลน์แอคชั่นก็อยากทำให้ดุดัน สมจริง  แต่ต้องไม่โหดร้ายเลือดท่วมจออะไรแบบนั้น พี่พันนานึกถึงภาพ “นาธาน โจนส์” นักมวยปล้ำร่างยักษ์สูงสองเมตรสิบเซ็นต์ที่เคยสู้กับ “จา พนม” ใน “ต้มยำกุ้ง” (2548) ถ้าเราจับนาธานมาประกบกับเด็กผู้หญิงไทยน่ารักๆ สักสองคนอะไรจะเกิดขึ้น ผมชอบไอเดียพี่พันนามาก ก็คุยกับพี่พันนาจนได้เมนไอเดีย “คนตัวใหญ่ใจเล็ก” เจอกับ “คนตัวเล็กใจใหญ่” เป็นหลักไว้ก่อน

 

ทีนี้ก็มานึกถึงการออกแบบงานสร้างหลักๆ  นึกถึงสถานที่ที่จะเกิดเรื่องราวน่าจะเป็นที่ที่คนทั่วโลกรู้จัก ก็มาลงตัวที่ “พัทยา” เมืองท่องเที่ยวของไทยที่ชื่อเสียงภาพด้านลบค่อนข้างจะโด่งดัง  ก็เลยอยากจะเล่ามุมดีๆ ของคนไทยที่อยู่ในเมืองพัทยาซึ่งมีจิตใจโอบอ้อมอารี ก็เลยคิดให้มีครอบครัวไทยครอบครัวหนึ่ง มีกันอยู่สามคนแม่ลูก ฐานะไม่ค่อยดี เปิดร้านขายส้มตำอยู่ในพัทยา ประมาณปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำ เด็กๆ ช่วยแม่ขายส้มตำในตอนกลางวัน แต่แอบหนีแม่ไปชกมวยไทยโชว์ฝรั่งในตอนกลางคืนเพื่อช่วยหาเงินแบ่งเบาภาระให้แม่โดยที่แม่ไม่เคยรู้เลย

 

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องเก่งมวยไทย ออกไปทางบู๊ก็เลยนึกถึง “น้องแคท” แชมป์มวยไทยเด็กที่เคยเล่นเรื่อง “เกิดมาลุย” (2547) ซึ่งเขามีความสามารถด้านมวยไทยเกินวัยมาก

 

เด็กผู้หญิงอีกคนต้องเก่งภาษา ติดต่อประสานงานหาเงิน ออกไปทางบุ๋น แต่ต้องกะล่อนฉลาดแกมโกง เอาตัวรอดได้ในสังคมพัทยาที่ชั้นเชิงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราย  เลยนึกถึง “น้องเกรซ” ซึ่งเหมาะกับบทนี้มากทั้งความสามารถด้านการแสดงและเรื่องภาษาอังกฤษ

 

แล้วเรื่องก็นำพาเด็กๆ มาเจอกับฝรั่งร่างยักษ์ใจเสาะที่ตกระกำลำบากอยู่ในเมืองไทย เด็กๆ อดสงสารไม่ได้จำเป็นต้องช่วยเหลือก็เลยเกิดมิตรภาพข้ามรุ่น ต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ได้เรียนรู้ในกันและกัน ร่วมกันต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เพื่อคนที่เขารักซึ่งในเรื่องนี้หมายถึง “ครอบครัว”

 

พอพี่พันนากับผมชอบแนวทางแล้วก็คุยให้พี่ปรัชญาฟัง พี่ปรัชเกิดชอบ โปรเจกต์ก็เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมา ทีนี้มาถึงจุดเด่นของแอคชั่นที่จะนำเสนอตรงนี้ยากสุด เพราะถ้าไม่มีอะไรโดดเด่นแปลกใหม่ หรือไม่มีจุดขายก็หมายถึงโปรเจกต์อาจต้องล้มไป พอพี่พันนานึกถึงความสามารถของนาธานซึ่งเป็นนักมวยปล้ำระดับโลกอยู่แล้ว ประกอบกับยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนนำเสนอแอคชั่นของมวยปล้ำหรือเคยให้ความสำคัญอย่างเต็มที่มาก่อน ก็เลยอยากนำเสนอแอคชั่นมวยปล้ำแบบสมจริงอย่างที่ “องก์บาก” (2546) เคยนำเสนอมวยไทยโบราณมาแล้ว แล้วถ้าเราเอามวยปล้ำมาผสมกับมวยไทยก็น่าจะเป็นแอคชั่นที่สดใหม่ พอผมได้ฟังพี่พันนาหาแนวทางแอคชั่นให้ ยอมรับเลยว่าโดนจริงๆ ต้องขอขอบคุณพี่พันนามากๆ แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอสำหรับพี่พันนา ในหนังควรมี Money Shot พี่เขาก็เลยคิดภาพนาธานวิ่งกระโดดถีบเครื่องบินให้ อย่างโดนอีก แต่พอเริ่มเขียนบทก็ยากในการเชื่อมโยงฉากแอคชั่นต่างๆ ที่ดีไซน์ไว้ให้เข้ากับบทอย่างกลมกลืนไปด้วยกันได้อย่างมีเหตุผลรองรับ ก็ท้าทาย กดดัน และใช้เวลานานมากประมาณ 2 ปีกว่าๆ ถึงจะลงตัวได้

 

และที่สำคัญในหนังเราอยากจะเล่าถึงประเด็นคนตัวใหญ่ใจเล็กที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาจนถึงขั้นไม่กล้าสู้คน แล้วจะทำให้นาธานบู๊ได้ยังไง คิดกับพี่พันนาจนมาบรรเจิดตรง “ส้มตำ” เพราะเราอยากจะเล่าถึงวัฒนธรรมไทย อาหารไทยอยู่แล้ว ถ้าทำให้ส้มตำเป็นสิ่งพิเศษสำหรับใครบางคนที่เกิดกินแล้วมีพลังกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่กลายๆ เหมือนป๊อปอายได้กินผักโขมล่ะ ปัญหาเรื่องไม่กล้าสู้คนก็จะหมดไป ถ้าได้กินส้มตำรสแซ่บจากฝีมือของเด็ก ๆ

 

แต่สุดท้ายยักษ์ใจเล็กก็ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมี “ส้มตำ” เป็นตัวช่วย ยอมสู้ถึงขั้นแลกชีวิตเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่เขารัก