SisterS กระสือสยาม
สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล | 105 นาที | วันเข้าฉาย : 04/04/19
ผู้กำกับ : ปรัญชา ปิ่นแก้ว
นักแสดง
โจ้-พลอยยุคล โรจนกตัญญู
มิวนิค BNK48-นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล
หญิง-รฐา โพธิ์งาม
ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ
ฟลุท-ชินพรรธน์ กิติชัยวรางค์กูร
ชิม่อน-วชิรวิชญ์ เรืองวิวรรธน์
TRAILER
เรื่องย่อ

จงลืมทุกภาพจำ “กระสือ” ที่คุณเคยรู้จัก…

 

พบกับการตีความใหม่ผ่านงานการกำกับล่าสุดของผู้กำกับมือเก๋า “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” ใน “SisterS กระสือสยาม” ภาพยนตร์แอคชั่นระทึกขวัญร่วมทุนสร้างครั้งแรกของ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” และ “บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ” เล่าเรื่องราวความรักความผูกพันของสองสาวพี่น้องสายเลือดเดียวกัน “คนหนึ่งเกิดมาเพื่อฆ่า อีกคนเกิดมาเพื่อล่า” การต่อสู้กับชะตากรรมที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะสิ้นสุดอย่างไร…

 

“โมรา” (มิวนิค นันท์นภัส) สาวน้อยวัย 16 ปี ที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติกับร่างกายของเธอที่ออกอาการจนน่าสงสัยมากขึ้นทุกที เธอกำลังถูก “ราตรี” (หญิง รฐา) นางพญากระสือที่ดำรงชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวบนโลกมนุษย์มานานหมายเอาชีวิตจากความแค้นที่ฝังลึกในอดีตกับตระกูลของพวกเธอ จึงถึงเวลาที่ “วีณา” (โจ้ พลอยยุคล) พี่สาวผู้ยอมเสียสละทั้งชีวิต ต้องออกโรงปกป้องน้องสาวผู้อ่อนแอให้รอดพ้นจากเงื้อมือของเหล่าศัตรู ก่อนที่จะต้องสูญเสียน้องสาวไปตลอดกาล…

 

เตรียมกลายร่างใหม่ แหวกทุกความระทึก 4 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

SisterS-Poster-crt00

 

ก่อเกิด เติบโต กลายร่าง สร้างกระสือ

“เรื่อง กระสือ’ มันเป็นเรื่องที่อยู่ในใจผมมานานแล้วตั้งแต่เด็กๆ เคยไปดูหนังเรื่อง กระสือสาว’ (2516) จำได้ว่าตอนนั้นกลัวมากๆ ในบรรดาหนังผีหลายๆ เรื่อง แล้วผมไปดูในวันสุดท้าย แล้วมีคนดูอยู่ 2-3 คน มันก็ยิ่งกลัวไปใหญ่แต่ก็ประทับใจ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าสนใจหนังเรื่องนี้แต่มันก็ฝังใจมานาน พอวันหนึ่งเรามาทำหนังก็เลยรู้สึกว่าถ้าทำหนังผีก็อยากทำเรื่องนี้ ไอเดียนี้มีความตั้งใจที่จะทำมาหลายปีแล้วตั้งแต่ปี 1997 ตอนนั้นเคยตั้งชื่อไว้ว่า ‘กระสือ 2000’ เพื่อต้อนรับโลกเข้าสู่ปี 2000 และพยายามมองให้เป็นกระสือที่ต่อยอดมาจากวิถีของกระสือที่อยู่กับชาวบ้านตามต่างจังหวัดที่จะเป็นแสงไฟ แล้วถ้ามันมาอยู่ในเมืองจะเป็นอย่างไร หรือถ้าเรามองไปในเรื่องของตรรกะ ถ้าเขาเป็นผีก็ตามแต่เขาจะดำรงอยู่ในสังคมเราอย่างไรถ้ามาอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟ ไอเดียที่เคยคิดไว้ตอนนั้นก็ประมาณนี้” 

ผู้กำกับมือเก๋า “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์แอคชั่นระทึกขวัญ “SisterS กระสือสยาม” ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาที่ตั้งต้นจากความทรงจำวัยเด็ก ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำหนังต่อยอดมาเป็นโปรเจกต์ในฝันที่กลายร่างตำนานผีกระสือมาเป็นภาพยนตร์แอคชั่นแหวกความระทึกสุดแปลกใหม่เรื่องนี้

 

จากตำนานผีกระสือของไทยที่ถูกเล่าขานต่อกันมาในทุกยุคสมัย รวมถึงถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ไทยหลากหลายเวอร์ชันตามแต่จินตนาการของแต่ละเรื่อง แน่นอน เวอร์ชันล่าสุดโดยผู้กำกับปรัชญาก็พยายามใส่ความคิดสร้างสรรค์และทุ่มเทพลังในงานสร้างทุกขั้นตอนให้ออกมาเป็นภาพยนตร์กระสือที่ทันสมัยและแหวกแนวไม่ซ้ำใคร

“ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่ามีผีในโลกนี้ แต่จริงๆ ก็กลัวผีนะ (หัวเราะ) แต่เป็นคนคิดแบบวิทยาศาสตร์ใช้เหตุผลประมวลเข้าไป สุดท้ายแล้วมันตอบเราได้ว่าไม่มี แต่มันมีความกลัวอยู่ ก็งงเหมือนกันว่าไม่เชื่อเรื่องผีแต่ทำไมกลัวผี ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของจินตนาการ เราคิดว่าก็ทำได้นี่ เราไม่เชื่อว่ามีผีแต่เราก็ทำหนังผีได้ เรามองในเรื่องของจินตนาการของคนที่สร้างผีกระสือขึ้นมาในบ้านเรา คือมันต้องมีคนที่สร้างมันขึ้นมา แล้วคนที่เชื่อ คนที่คิดไปเอง แล้วก็ปะติดปะต่อกันเข้าไปจนกลายมาเป็น ผีกระสือ’ ที่เห็นกันทุกวันนี้ ผมว่ามันก็มีจินตนาการผสมอยู่

พอลองมองในเรื่องของบริบทและวงจรของมัน เช่นตีความผีทั่วๆ ไปเราก็ตีความเป็นเรื่องของวิญญาณ หรือบางทีมีแค่จิต หรือภาพที่เราเห็นในนิมิตในฝันอะไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องวงจรของผีที่คนเราเชื่อกัน ส่วนเรื่องผีกระสือที่เราเชื่อกันว่า ผีกระสือจะต้องถอดหัวถอดร่างมาได้แล้วล่องลอยไปตอนกลางคืน ไปหากินรกเด็ก บางทีก็บอกว่ากินเด็กเลยก็มี เด็กที่เพิ่งคลอด กินสัตว์ กินศพบ้างอะไรบ้าง กินยันท้องเสีย นั่นคือวงจรของผีกระสือ

ทีนี้ผมก็มาตีความใหม่ว่า ยุคนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นวงจรชีวิตของผีกระสือก็ต้องเปลี่ยนไป แล้วผีกระสือผมว่าเป็นผีที่ค่อนข้างที่จะหลุดจากคำว่าวิญญาณเยอะเหมือนกันนะ เพราะมันมาจากร่างจริงๆ คนที่เป็นคนอยู่จริงๆ ในตอนปกติแต่ถอดหัวได้ ผมก็เลยมองว่าตรงนั้นก็ไมได้เป็นวิญญาณแล้วแหละ มันเป็นมวลเป็นสารที่จับได้ พอคิดไปคิดมามันจะกลายเป็น Sci-Fi ก็เป็นไปได้ ถ้าเรามองเป็นเอเลียนหรือเป็นสัตว์ประหลาดที่มาจากนอกโลกที่มาอยู่ในร่างคนในหลายปีก่อน แล้วชีวิตของมันเป็นแบบนั้น มาอยู่ในร่างคนเหมือนเอเลียนเลยนะครับ เวลาออกหากินก็ถอดหัวออกไปแล้วกลับเข้ามาได้ ผมก็ตีความตรงนี้ในเชิงวิทยาศาสตร์ของผมเข้าไปก็เลยกลายเป็นแอคชั่นไซไฟบวกกับผีไทยตามความเชื่อและความเป็นเมืองในยุคปัจจุบันเข้าไปด้วย”

 

SisterS-CRT-Info01

 

จากพล็อตเรื่องของผู้กำกับปรัชญา ได้ถูกนำมาคิดต่อยอดและขยายออกมาเป็นบทภาพยนตร์อันเข้มข้นโดยผู้เขียนบทหญิงมากความสามารถ “เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน” (ช็อคโกแลต, Yes or No 1-2, เมีย 2018) ที่เล่าเรื่องราวความรักความผูกพันของสองสาวพี่น้องที่ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตครั้งใหญ่ และการต่อสู้กับชะตากรรมที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง…ที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะสิ้นสุดอย่างไร

“แรงบันดาลใจมาจากการตั้งคำถามก่อนว่า หากมีใครสักคนที่เรารู้จักเป็นกระสือ เราจะกลัวมั้ย จะรังเกียจมั้ย แล้วก็ลงลึกไปอีกว่าหากมีใครสักคนที่เรารักเป็นกระสือล่ะ เราจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเขายังไง บวกกับที่พี่ปรัชอยากทำหนังกระสือในยุคปัจจุบัน อยากเห็นกระสืออยู่ตามเมือง ก็เลยออกมาเป็นเรื่องของพี่น้องสองสาววัยรุ่นกับโลกในยุคปัจจุบันของกระสือค่ะ ถ้ามีจริงเขาจะอยู่กันยังไง มีไลฟ์สไตล์ยังไง การกินอยู่ของกระสือยุคนี้จะเป็นยังไง” ผู้เขียนบทสาวเล่าถึงแก่นของบทภาพยนตร์เรื่องนี้

 

โดยผู้กำกับฯ ได้เสริมถึงที่มาที่ไปและรายละเอียดของไอเดียที่ถูกปรับแปลงผ่านยุคสมัยจนมาลงตัวที่กระสือเวอร์ชั่นโลกยุคใหม่นี้

“จริงๆ ตอนแรกที่จะทำ ‘กระสือปี 2000′ ก็คิดไว้ประมาณนี้คือการดำรงของผีกระสือที่อยู่ตามต่างจังหวัดในสมัยอดีต แล้วก็มีการเชื่อมโยงกับทายาทคนใหม่ๆ ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต้องการเห็นการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ของกระสือ แล้วเนื่องจากไอเดียเก่านี้ยังไม่ได้ทำเป็นบทจริงจัง พอมาเป็นปัจจุบันนี้ก็คุยกับเจี๊ยบว่า ไอเดียเหล่านี้จะมาแตกยอดยังไงได้บ้าง ก็เลยพูดถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องบวกกับความเป็นพี่เป็นน้องในรุ่นเก่าของกระสือที่มาเชื่อมต่อถึงกัน และให้มีเรื่องราวความแค้น มีคนที่จะกลายเป็นเหยื่อและคนที่ปกป้อง มีความสัมพันธ์ของความเป็นพี่ความเป็นน้อง ความเป็นมนุษย์บวกเข้าไป”

 

SisterS-CRT-Info02

 

เมื่อพูดถึง “กระสือ” หรือ “หนังกระสือ” ใดๆ แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะคุ้นชินกับภาพผีกระสือที่มีชีวิตหลบซ่อนอยู่ตามชนบท แต่สำหรับ SisterS กระสือสยาม” เรื่องนี้ได้พลิกภาพจำเหล่านั้นพร้อมอัปเกรดลุกส์และยกระดับวิถีชีวิตให้มาอยู่ในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ โดยใช้ชีวิตปะปนกับมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน

“กระสือในเมืองใหญ่ ผมว่ามันเป็นภาพที่ยากและก็ท้าทายดีครับ ผีเหล่านี้เขาไมได้ทำร้ายคนเลยด้วยซ้ำ เขาหลบๆ มนุษย์ด้วยซ้ำ เขาแค่ดำรงอยู่ได้ แค่ใครอย่าไปทำร้ายเขาแค่นั้นแหละ เพราะฉะนั้นเวลาที่พวกเขาไล่ล่านางเอกกลางเมืองเนี่ย เขาก็ไล่ล่าไปด้วยก็ต้องหลบไปด้วย หลบไม่ให้ผู้คนเห็น ผมจินตนาการว่าเขาแฝงตัวอยู่กับเรามานานแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าแสงไฟที่เราเห็นตอนกลางคืน บางแสงอาจจะเป็นแสงไฟจากกระสือก็ได้

ส่วนเรื่องการกลายร่างเราก็ต้องหาวิธีมาให้มันเป็นเหตุเป็นผลที่คนยุคนี้พอจะเชื่อได้ มันต้องมีขั้นตอน มีวิธีการถอดของเขาให้คนดูเชื่อได้ คือคนดูหนังยุคนี้พร้อมจะเชื่อได้ว่าเซลล์พิเศษ พอเป็นแผลปุ๊บแล้วแผลเชื่อมต่อได้เร็ว ยุคนี้เชื่อแล้ว หรือมากกว่านี้คนก็พร้อมจะเชื่อ แต่เราต้องมีให้เห็นว่า เขาไปยังไง เขาออกยังไง เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากให้ไปดูในหนัง ก็ให้รายละเอียดพอสมควรในการที่จะถอดแต่ละคนแต่ละตัว เพราะอย่างที่บอกมันเป็นภาพสำคัญที่คนอยากจะเห็น

อีกส่วนหนึ่งของการกลายร่างเนี่ยก็จะถูกกระตุ้นด้วยเรื่องของอารมณ์ทางเพศ ถ้าเป็นผีกระสือที่ออกจากร่างครั้งแรก เป็นกระสือมือใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็จะถูกกระตุ้นด้วยแรงขับเคลื่อน ด้วยอาหารด้วยฮอร์โมนทางเพศ เพราะฉะนั้นเวลามีความรักหรือมีความคิดทางด้านเพศออกมา มันก็จะไปกระตุ้นไปเร่งทำให้เขากลายร่างได้ มันก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการที่จะป้องกันตัวเองที่จะไม่ให้กลายร่างเป็นกระสือ”

 

SisterS-CRT-Info03

 

แน่นอน อีกหนึ่งส่วนสำคัญของการปลุกกระสือ(วัยรุ่น)สู่สยามในครั้งนี้ก็คงหนีไม่พ้นสองสาวนักแสดงหน้าใหม่น่าจับตาของยุคนี้อย่าง “โจ้-พลอยยุคล โรจนกตัญญู” และ “มิวนิค BNK48-นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล” ที่ได้มารับบทเป็นสองศรีพี่น้องที่ต้องรับมือกับกระสือคู่อาฆาตอย่างไม่คาดฝัน งานนี้ผู้กำกับถึงกับออกตัวว่าการคัดเลือกทีมนักแสดงของเรื่องนี้นั้นยากไม่แพ้ส่วนอื่นๆ เลยทีเดียว

“ก็ถือว่ายากนะครับ เพราะกระสือในเรื่องจะเป็นเด็กวัยรุ่น เราก็มองว่าคนที่จะเป็นกระสือเนี่ยจะต้องตีความเป็นยังไง เหมือนการรอคอยดูว่ากระสือที่จะสร้างกันแต่ละปีเนี่ยใครจะมารับบทเป็นกระสือ ก็แคสต์อยู่นานพอสมควรครับ แต่คาแร็กเตอร์ของผมชัดอยู่แล้ว

ตัวพี่สาวชื่อ วีณา’ เราก็มาเจอ โจ้’ (พลอยยุคล) ครับ เค้าเคยมีผลงานการแสดงก่อนหน้านี้อยู่บ้างเหมือนกัน หน้าตาและคาแร็กเตอร์นี่ใช่เลย เป็นแบบเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเกี่ยวพันกับเรื่องแบบนี้ เป็นพี่สาวที่ต้องปกป้องน้องสาว น้องสาวก็จะไม่รู้เรื่องอะไรเหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป แต่ต้องมีความบอบบางหน่อย ขี้โรคนิดนึง ซึ่งตัวน้องสาวคือ โมรา’ เราก็ได้ มิวนิค’ (นันท์นภัส) มาแสดง นี่ก็ใช่อีกเหมือนกันครับ พอได้เลือกมาแล้วก็ดีใจที่เลือกไม่ผิดคน เขาทำหน้าที่ได้ดีและเหมาะสมกับบทมากๆ ซึ่งตอนเลือกมิวนิคมาแสดงเนี่ย เค้ายังไม่ได้เป็น BNK48′ลยนะครับ แต่พอมาทราบข่าวว่าเป็น BNK รุ่นใหม่ เราก็ดีใจ และก็รู้สึกว่าเลือกไม่ผิดจริงๆ

ผมว่าเด็กสองคนนี้ทั้ง จ้’ และ มิวนิค’ เขาพร้อมในเรื่องการแสดงเยอะ มีเคมีที่จะเล่นตรงนี้ด้วยกัน ถ้าเราต้องการยังไง กดปุ่มยังไง เขาได้หมด จะร้องไห้ก็ได้ แอคชั่นก็ได้ จะอะไรก็ได้ ก็ทำหน้าที่ได้ดีมากๆ มีเสน่ห์สดใสด้วยกันทั้งคู่”

 

นอกจากสองนักแสดงวัยรุ่นตัวหลักแล้ว เรื่องนี้ยังเสริมทัพความแกร่งในงานแสดงด้วยทีมนักแสดงหลากรุ่นมากฝีมือและมีเสน่ห์น่าค้นหาไม่ว่าจะเป็น “หญิง-รฐา โพธิ์งาม, ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, ฟลุท-ชินพรรธน์ กิติชัยวรางค์กูร และ ชิม่อน-วชิรวิชญ์ เรืองวิวรรธน์” ฯลฯ

“ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง หญิง รฐา’ ที่มาเล่นเป็นนางพญากระสือ นี่ก็มืออาชีพ แสดงได้อย่างน่าเกรงขาม อีกคนคือ ต๊อก ศุภกรณ์’ ที่มาเพิ่มสีสันการแสดงให้กับเรื่องนี้ได้อย่างดีทีเดียว ทั้งคู่รวมถึงคนอื่นๆ ด้วยนี่ก็สบายอยู่แล้ว แค่เราบอกว่าเราอยากได้อะไร บางทีก็มีมาให้เราเลือก แล้วดีกว่าที่เราคิดก็มี นักแสดงที่มีประสบการณ์ก็ช่วยให้เราทำงานได้สนุกขึ้นครับ”

 

SisterS-Press-con15

 

“กระสือสยาม” เล่าเรื่องราวของ 2 คู่พี่น้องที่เชื่อมโยงกันด้วยความรักและความผูกพัน แต่ต่างกันด้วยเผ่าพันธุ์และภารกิจการล้างแค้นได้จัดเต็มความบันเทิงเต็มขั้น แอคชั่นระทึกขวัญสุดแหวก พร้อมสอดแทรกเนื้อหาสาระสะท้อนสังคมเมืองในยุคนี้ด้วยไม่น้อย

“ผมมองว่าผีของเราเนี่ยเป็นวัฒนธรรมนะ ผมว่ามีเป็นร้อยชนิดเลย บางทีเราไม่รู้จักด้วย หลายๆ ผีน่าสนใจมากๆ ผมว่าเมืองนอกเห็นก็ตกใจนะว่ามีผีอย่างนี้ด้วยเหรอ แต่ผีที่แปลกที่สุดผมยกให้ ผีกระสือ’ นี่เลยครับ ซึ่งในงานภาพยนตร์ถ้าจัดอันดับกันผมว่าแม่นาคอันดับ 1 มาทีไรขนลุกทุกที อันดับ 2 น่าจะเป็นผีปอบที่เราคุ้นกันอยู่ มาทีไรฮาทุกที ส่วนผีกระสือเนี่ยเป็นอันดับ 3 แต่ทำกันไม่บ่อย ด้วยเรื่องเทคนิคแหละมั้ง และเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักผีกระสือมาก อาจจะไม่ผูกพันเท่าไหร่ บางคนอาจจะไม่กลัวเลยก็ได้

เรื่องนี้เป็นหนังที่ค่อนข้างท้าทายผมที่จะทำออกมา อยากจะทำให้คนยุคนี้ได้กลัวเหมือนที่ผมเคยกลัวตอนเด็กๆ ยอมรับว่าโจทย์นี้ยากมากๆ แต่ผมมีความตั้งใจจะทำมานานแล้ว บวกกับการมองแบบวิทยาศาสตร์ผสมเข้าไป การใส่ใจในการทำเทคนิคให้สมจริงมากที่สุด และการตีความต่างๆ ของผมไม่ว่าจะเป็นลักษณะการลอย การถอดหัวกระสือ และพวกภาพต่างๆ ผมว่าคนที่ชอบดูหนังน่าจะมาดู อยากให้ลองมาดูกัน ผมทำให้มันแตกต่างอยู่แล้ว และจะกลายเป็นความแตกต่างที่น่าสนใจ ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น

ถ้าในแง่เนื้อหาสังคม ผมว่าคนยุคใหม่เราเปิดรับความต่างทั้งสีผิว เพศ รวมทั้งสปีชีส์ ผมว่าเราอยู่ในยุคที่ยอมรับกันแล้ว เหมือนเราดูหนัง X-Men เรายอมรับเลยว่าอยู่ร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นทำไมเราจะอยู่ร่วมกันกับสิ่งมีชีวิตประหลาดเหล่านี้อย่างผีกระสือไม่ได้ แน่นอนทุกสังคมมีความขัดแย้ง ความไม่พอดี ความที่ต้องมีปัญหาปะทะกัน ผมไม่ได้มองว่าผีกระสือกับมนุษย์จะต้องมาปะทะกัน ผมมองว่าอยู่ร่วมกันได้ เพียงแต่หนังเรื่องนี้จะพูดถึงความแตกต่างบวกกับความแค้นที่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องมาต่อสู้กัน

โดยส่วนตัวนะ แค่ได้ทำเรื่องนี้ผมก็มีความสุข และได้ทำมันเสร็จจนจบมาถึงวันที่จะฉาย ผมมีความสุขก่อนที่จะฉายวันแรกด้วยซ้ำ ผมจบแล้ว ส่วนในแง่ของคนดู อันนั้นป็นสิ่งที่ผมลุ้นมากกว่าว่าคนดูจะชอบมันหรือเปล่า หรือรู้สึกยังไงกับมันบ้าง ถึงจะทำมาหลายเรื่องแล้วแต่ก็ยังมีความลุ้นอยู่ โดยเฉพาะเรื่องที่ตั้งใจอยากทำและฝังใจมาตั้งแต่เด็กๆ อย่างเรื่องนี้ครับ”

 

SisterS-st12

 

บันทึกผู้กำกับ (Director’s Note)

ในสมัยเด็กผมกลัว “ผีกระสือ” จากการอ่านนิยายภาพเรื่อง “กระสือสาว” ซึ่งครั้งนั้นทำให้ผมได้รู้ว่าผีกระสือของไทยเรามันเป็นยังไง

 

ต่อมาปี 2516 “บริษัทศรีสยาม” ได้นำเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “กระสือสาว” นำแสดงโดย “พิศมัย วิไลศักดิ์” และ “สมบัติ เมทะนี” ผมจำได้ว่าดูวันสุดท้าย วันนั้นทั้งโรงมีคนดูแค่ 2 คน ท่ามกลางความมืดผมเห็นเด็กชายคนนั้นอายุก็น่าจะเท่าๆ กับผม หลังจากกระสือโผล่มาฉากแรกเราหันมองหน้ากัน และไม่ถึงกลางเรื่องหลังจากที่เรามองกันบ่อยๆ เราต่างก็ขยับมานั่งดูด้วยกัน หลังหนังจบเราเดินคุยเหมือนสนิทกันมาก่อน นั่นเป็นเพื่อนที่ได้รู้จักกันในโรงหนัง

 

สำหรับผีกระสือเป็นผีที่มีลักษณะแตกต่างจากผีไทยอื่นๆ โดยทั่วไป ผมมีความรู้สึกว่าผีกระสือไม่น่าจะเป็นผี อาจจะเป็นเอเลียนหรือสิ่งประหลาดที่มาจากต่างดาวก็เป็นไปได้ ผมมีความสนใจอยากจะทำหนังเกี่ยวกับผีกระสือมาตั้งแต่ประมาณปี 1995 ตอนนั้นตั้งชื่อว่า “กระสือ 2000″ คือต้อนรับโลกเข้าสู่คริสต์ศักราช 2000 ผมตั้งคำถามว่าถ้าผีกระสือที่เรารู้จักมันมีอยู่จริง ในปัจจุบันชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร จะเที่ยวหากินของสกปรกเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า หรือเราตีความเป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวล่ะจะเป็นอย่างไร

 

วัฒนธรรมผีบ้านเรามีผีหลายชนิดมาก ถ้าลองจัดอันดับผมว่า อันดับหนึ่งคือ “ผีนางนาก” อันดับสองคือ “ผีปอบ” ส่วนอันดับสามคงเป็น “ผีกระสือ”

 

ปรัชญา ปิ่นแก้ว (ผู้กำกับ “SisterS กระสือสยาม”)


FEATURED NEWS & PROMOTION