โอปปาติก เกิดอมตะ (Opapatika)
สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล | วันเข้าฉาย : 23/10/07
ผู้กำกับ : ธนกร พงษ์สุวรรณ
นักแสดง
นิรุตติ์ ศิริจรรยา
พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง
สมชาย เข็มกลัด
ชาคริต แย้มนาม
พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์
เร แม็คโดแนลด์
อธิป นานา
เข็มอัปสร สิริสุขะ
TRAILER
เรื่องย่อ

“คุณเชื่อในโลกหน้ามั้ย”

หนทางเดียวแห่งการได้มาซึ่งความสามารถและอำนาจพิเศษเหนือมนุษย์

นั่นคือการยอมปลิดชีวิตตนเองเสีย แล้ววิถีแห่งการเป็น “โอปปาติก” (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) จะเริ่มต้นขึ้น

มีคำเล่าขานถึงพลังพิเศษ” แห่งตัวตนโอปปาติกที่มีแตกต่างกันไป

แต่ทุกครั้งที่มันเลือกใช้ กลับต้องแลกด้วยคำสาป” อันแสนเจ็บปวดอยู่เสมอ

ที่ผ่านมาเหล่ามนุษย์อาจไม่เคยล่วงรู้ถึงชีวิตใน “โลกซ้อนทับ” นี้

จนกระทั่งเมื่อมีมนุษย์หาญกล้า “คิดล่า” เหล่าโอปปาติก

เพื่อท้าทาย” ขอบเขตแห่งอำนาจนานนับศตวรรษของพวกมัน

เมื่อนั้น…สงครามระหว่าง มาร 5 ตน กับ 1 คนธรรมดา จึงอุบัติขึ้น

ถึงเวลาที่ “มารจะล่าคน” และ “คนจะล่ามาร”

 

“โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) เกิดอมตะ” เล่าถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งบนโลกที่ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับผู้คนทั่วไป  แต่ละคนที่เป็นโอปปาติกนั้นจะได้รับพลังพิเศษบางอย่างที่ทำให้มีความสามารถเก่งกาจเหนือคนอื่นๆ หากแต่พลังพิเศษนั้นก็มีขีดจำกัดในการใช้ และจะค่อยๆ หมดไปเมื่อสิ้นอายุขัยในที่สุด

 

“ศดก” (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) โอปปาติกตนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับความเชื่อของตนเองว่าจะสามารถเอาชนะความตายได้ด้วยการเป็นอมตะ แต่อุปสรรคอย่างเดียวที่คอยขัดขวางไม่ให้ความต้องการของศดกเป็นจริงก็คือ “จิรัสย์” (สมชาย เข็มกลัด) โอปปาติกอีกตนที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างลึกลับและดูอันตรายเกินไปที่ศดกจะวางใจให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ทางเดียวที่ศดกจะสามารถเป็นอมตะได้ก็คือต้องกำจัดจิรัสย์ออกไป

 

ศดกจึงวางแผนการโดยให้ลูกน้องสุดจงรักภักดีนาม “ธุวชิต” (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ออกตามหา “เตชิต” (ลีโอ พุฒ) นักสืบเอกชนคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีพลังพิเศษของโอปปาติกแอบซ่อนอยู่

 

ศดกได้ล่อหลอกให้เตชิตกลายเป็นโอปปาติกด้วยการฆ่าตัวตาย และได้ว่าจ้างให้เตชิตใช้พลังพิเศษของเขาออกตามหาโอปปาติกตนอื่นๆ เพื่อร่วมมือกันหาทางกำจัดตัวอันตรายอย่างจิรัสย์ที่ตอนนี้กำลังตามล่าหญิงสาวลึกลับนางหนึ่งอยู่

 

เตชิตตกลงช่วยเหลือศดกและได้รู้จักกับ “ปราณ” (เข็มอัปสร สิริสุขะ) สาวลึกลับคนที่จิรัสย์ต้องการจะฆ่า และหลงรักปราณทันทีที่ได้เจอหน้ากันครั้งแรก ซึ่งตัวปราณนี่เองที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โอปปาติกตนอื่นๆ มารวมกันได้

 

“ไปศล” (ชาคริต แย้มนาม) โอปปาติกนักฆ่าที่ไม่เคยผูกพันยึดติดกับใคร นอกจากอดีตของตัวเอง และด้วยความรู้สึกผูกพันบางอย่างของไปศลที่มีต่อปราณ ทำให้เขาแอบตามดูแลปราณอยู่ห่างๆ

 

“อรุษ” (เร แม็คโดแนลด์) กับ “รามิล” (อธิป นานา) สองโอปปาติกเพื่อนแท้ชนิดตายแทนกันได้ เมื่อใดที่อยู่รวมกันจะแข็งแกร่ง แต่ถ้าแยกกันจะอ่อนแอ เพราะต่างคนต่างก็มีพลังที่จะช่วยอุดจุดอ่อนของกันและกันได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เองทำให้เข้าถึงตัวได้ยาก เพราะไม่เคยไว้ใจใคร จนกระทั่งทั้งคู่ได้มาสานสัมพันธ์กับปราณ

 

แม้ดูเหมือนว่าเหล่าโอปปาติกทั้งหมดจะถูกดึงดูดมารวมกันโดยมีปราณเป็นจุดเชื่อมโยง แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายไปเสียทั้งหมด เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีแง่มุมที่ไม่ลงรอยกันอยู่ ประกอบกับเรื่องราวที่ดูคลุมเครือระหว่างศดกกับจิรัสย์ นั่นได้นำไปสู่การปะทะกันครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และนำมาซึ่งความสูญเสียพร้อมๆ กับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของชีวิต

 

สุดท้ายแล้ว บางสิ่งบางอย่างที่ถูกหล่อหลอมขึ้นเป็นเงื่อนงำจะถูกคลี่คลายหรือไม่

 

และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า “ความจริง” ที่ทุกคนอยากรู้กลับกลายเป็น “ความเจ็บปวด”

 

พวกเขา…เหล่า “โอปปาติก” จะรับมือกับความจริงนั้น…อย่างไร

 

Opapatika-Still24

Opapatika-Still01

 

กลายร่าง…โอปปาติ (เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโอปปาติก)

 

“โอปปาติก” หมายถึง เกิดผุดขึ้น คือ เกิดขึ้นมาโตเต็มที่ในทันทีทันใด โดยอำนาจของพลังกรรมเป็นตัวสนับสนุน โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการวิวัฒน์เหมือนสัตว์ทั่วไป เช่น เทวดา, เปรต, อสูรกาย, ผี, มนุษย์บางจำพวก (พระอนาคามี) โอปปาติก-สัตว์นี้เกิดหรือตายจะไม่ทิ้งซากหรือเนื้อไว้ให้เห็น

 

การกำเนิดทางหลักชีววิทยาทางพุทธศาสนามี  4  รูปแบบ

  1. ชลาพุชะ คือ เกิดในครรภ์ คลอดออกมาเป็นตัว เช่น คน, หมา, แมว, ช้าง เป็นต้น
  2. อัณฑชะ คือ เกิดในไข่ ออกมาเป็นฟองและฟักเป็นตัว เช่น ไก่, นก, เป็ด, จิ้งจก เป็นต้น
  3. สังเสทชะ คือ เกิดในไคล เกิดในสภาพชื้นแฉะหมักหมมเน่าเปื่อย เช่น หนอน, จุลินทรีย์ เป็นต้น
  4. โอปปาติก คือ เกิดผุดขึ้นเต็มตัวทันที เช่น เทวดา, อสูรกาย, ผี, มนุษย์บางจำพวก (พระอนาคามี)

 

ความรู้เรื่องการเกิดใหม่ของสรรพชีพสรรพสัตว์ใน 4 รูปแบบของพุทธศาสนา นับว่าเป็นก้าวหน้ากว่าทางวิทยาศาสตร์ เพราะในวงการวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาพันธุศาสตร์ยังไม่อาจเข้าถึงความรู้เรื่องกำเนิดของสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่  4  “โอปปาติก” ได้เลย แต่ในทางพุทธศาสนามีมานาน 2 สหัสวรรษแล้ว

 

พลังงาน (วิญญาณ) ในมิติคู่ขนาน (สัมปรายภพ)

มีผู้กล่าวว่าสรรพสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์แลเห็น มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอกซึ่งเป็นตัวแทนของบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ซึ่งก็คือพลังงานอันเป็นแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายใน ร่างกายภายนอกจึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ และเมื่อร่างกายเสื่อมสลายลง สิ่งที่ต้องดำรงอยู่ต่อไปก็คือพลังงานที่ดำรงอยู่ภายในที่เป็นแก่นแท้นั่นเอง

บางครั้งการที่เรามองไม่เห็นบางสิ่งหรือพิสูจน์ไม่ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นไม่มีอยู่ กล่าวได้ว่าภพหน้านั้น ถ้าหากมีสถิตอยู่ที่ไหน ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่าอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์โลกของเรานี่เอง เพียงแต่คงรูปเป็นพลังงานที่เรามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าของมนุษย์ เนื่องจากอินทรียวิสัยคือตาและจิตของเรา ไม่มีศักยภาพพอที่จะมองเห็น หากแต่ว่าเราแปรสภาพเป็นพลังงาน (วิญญาณ) อันเป็นแก่นแท้ของมนุษย์เมื่อใด  เมื่อนั้นอินทรียวิสัยของเราก็จะมีศักยภาพพอที่จะมองเห็นในภพภูมิที่ซ้อนทับอยู่ได้ ดังที่เราเรียกกันติดปากว่า “โลกหน้า” หรือ “สัมปรายภพ” นั่นเอง

 

“เจตภูติ” หมายถึง ร่างทิพย์ (Astral Body) ตามลัทธิโยคีโบราณ ไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นกายทิพย์ที่เคลื่อนออกจากร่างและปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งคราว ลัทธิโยคีโบราณ แบ่งมนุษย์ออกเป็น 7 ชั้น ดวงวิญญาณอยู่ชั้นในสุด

7. วิญญาณ 6. ดวงจิต 5. ปัญญา 4. สัญญา 3. ปราณ 2. เจตภูติ 1. ร่างกาย

 

Opapatika-Still03

Opapatika-Still04

Opapatika-Still05

 

บันทึก…ผู้ก่อกำเนิด “ธนกร พงษ์สุวรรณ” (ผู้กำกับภาพยนตร์)

 

ผมคาดหวังจะให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์แนว Action Fantasy

ที่มีเรื่องราวและการตีความจากความเชื่อ

แนวคิดในแบบพุทธศาสตร์ซึ่งมันใกล้กับวิถีของคนไทย

บวกกับฝีมือระดับเยี่ยมจากนักแสดงทุกคนที่ร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้

เราคงได้การห้ำหั่นกันของพวกเขาเหล่านั้น

ทั้งฉากแอคชั่นและอารมณ์ที่นำไปสู่การต่อสู้

ซึ่งทั้งหมดผมคิดว่ามันน่าสนใจ

โปรเจกต์ “โอปปาติก” (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)

มันจึงเริ่มต้นขึ้น…