ขุนพันธ์ 2 (Khun Pan 2)
สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล | 130 นาที | วันเข้าฉาย : 23/08/18
ผู้กำกับ : ก้องเกียรติ โขมศิริ
นักแสดง
อนันดา เอเวอริงแฮม
อารักษ์ อมรศุภศิริ
พันเอก วันชนะ สวัสดี
รัชวิน วงศ์วิริยะ
นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์
อาภา ภาวิไล
TRAILER
เรื่องย่อ

“เรากำลังล่มสลายในแง่ของความรู้สึก หัวจิตหัวใจเราไร้ที่ยึดเหนี่ยวเหลือเกิน เราไม่มีฮีโร่อีกแล้ว เราเลิกเชื่อฮีโร่ไปแล้ว ถ้าผมสามารถทำให้เรื่องราว ‘ขุนพันธ์’ ให้เป็นฮีโร่ไทยๆ ในจักรวาลที่เรียบง่ายแบบเราได้ ถ้ามันกู้วิกฤติศรัทธาบางอย่างได้ แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับ…” (ก้องเกียรติ โขมศิริ-ผู้กำกับ)

 

KhunPan2-st16

 

ภายหลังจากที่ “ขุนพันธ์” (อนันดา เอเวอริงแฮม) ปราบ “อัลฮาวียะลู” มหาโจรผู้เลื่องชื่อจากภาคใต้ ก็ได้มีโอกาสศึกษาและฝากตัวเป็นศิษย์กับเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายๆ สำนัก พร้อมกำราบโจรอีกหลายก๊กหลายเหล่า ท่านขุนถูกเรียกตัวมาประจำการในพื้นที่ภาคกลาง แต่ด้วยวิถีที่เขาเลือกเป็นกลับทำให้ต้องเผชิญกับอุปสรรคและความจริงที่ว่าผู้คนไม่ศรัทธาตำรวจ เลือกกฎหมู่แทนกฎหมาย ชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นโจร  ข้าราชการล้วนหาผลประโยชน์ใส่ตัว ลูกน้อง-เพื่อนตำรวจถูกโจรร้ายฆ่า ตัวขุนพันธ์ทำอะไรไม่ได้แถมถูกให้พักราชการ

 

ในเมื่อทำดีไม่ได้ดีทำให้ขุนพันธ์ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มกับ “เสือฝ้าย” (พันเอก วันชนะ สวัสดี) หัวหน้าชุมโจรเชิ้ตดำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคกลาง ซึ่งมีอาคมสะกดทุกสิ่งหยุดนิ่งและพละกำลังมหาศาล รวมถึงอำนาจและไพร่พลชนิดที่ว่าตำรวจยังต้องหวั่นเกรง โดยมีมือขวาคนสนิทคือ “เสือใบ” (อารักษ์ อมรศุภศิริ) ผู้มีวิชากระสุนคตและตะกรุดแคล้วคลาด

 

บารมีของเสือฝ้ายและความภักดีของเสือใบปกครองและแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วสุพรรณบุรี, ชัยนาท, สิงห์บุรี และเขตภาคกลาง การเดินทางสู่ถ้ำเสือชุมโจรของขุนพันธ์ในนาม “เสือบุตร์” จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมบทพิสูจน์ “ใครว่าเสือ 3 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้”

 

KhunPan2-st09

KhunPan2-st43

 

จากปฐมบทของ “ขุนพันธ์” นายตำรวจหนังเหนียว รายอกะจิผู้พิชิต “อัลฮาวียะลู” จอมโจรภาคใต้

สู่การปราบ “เสือฝ้าย” และ “เสือใบ” 2 เสือผู้ยิ่งใหญ่แผ่อิทธิพลครอบครองอาณาเขตทั่วทั้งภาคกลาง

 

จากแรงบันดาลใจที่มีต่อวีรกรรมอันแกร่งกล้าน่ายกย่องและเป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่านายตำรวจด้วยกัน รวมไปถึงผู้คนทั่วทั้งประเทศ แม้แต่เหล่าเสือโจรผู้ร้ายในอดีตยังยอมก้มหัว จากบทบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดชีวิตของท่านขุนพันธ์ซึ่งมีอายุขัยยืนยาวกว่า1ศตวรรษ (108ปี) ท่านคือ “รายอกะจิ” นายตำรวจวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม ที่กำราบเสือร้ายซึ่งโด่งดังไปทั่วแผ่นดินทั้งเสือภาคใต้ รวมไปถึงเสือร้ายภาคกลาง คือนายตำรวจเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการบันทึกในแฟ้มอาชญากรรมว่าปราบปรามเสือมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีนายตำรวจคนใดทำได้มาก่อนในประเทศนี้ ส่งผลให้เรื่องราวของท่านขุนพันธ์เป็นที่กล่าวถึงและได้รับการเล่าขานอย่างไม่จบสิ้นทั้งเรื่องการปราบโจรผู้ร้าย การสรรสร้างสิ่งดีงามบนแผ่นดิน อิทธิปาฏิหาริย์ ความสามารถในเรื่องพิธีกรรมต่างๆ รวมถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพร ว่านต่างๆ ตลอดจนเป็นผู้ริเริ่มให้มีการบวงสรวงพระธาตุนครศรีธรรมราชอันเป็นที่มาของการสร้างจาตุคามรามเทพ จนเกิดเป็น “ขุนพันธ์” ภาพยนตร์แอคชั่นเหนือจินตนาการที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาในปีพุทธศักราช 2559 โดย “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” จากผลงานการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ของ “ก้องเกียรติ โขมศิริ” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์พร้อมความสำเร็จทางด้านรายได้และเสียงตอบรับจากผู้ชมและนักวิจารณ์ จนกระทั่งตัวภาพยนตร์สามารถคว้ารางวัลต่างๆ จากการประกาศรางวัลทางด้านภาพยนตร์จากหลายเวที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์” เข้าชิงถึง 6 รางวัล และสามารถคว้ารางวัล “นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม” (กฤษดา สุโกศล แคลปป์), “ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม” และ “เทคนิคพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม” 

 

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2561 สู่ “ขุนพันธ์2” ภาคต่อมาของเรื่องราวที่สานต่อภารกิจครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในประวัติชีวิตของท่านขุนพันธ์ภายหลังจากพิชิตเสือใต้ที่โหดเหี้ยมและน่าเกรงขามที่สุดอย่างอัลฮาวียะลู โดยครั้งนี้เป็นการขึ้นมาปราบบรรดาเสือภาคกลางที่แผ่ขยายอาณาเขตอิทธิพลไปทั่วสิงห์บุรี, อ่างทอง, ชัยนาท, สุพรรณบุรี โดยเฉพาะ “เสือฝ้าย” และ “เสือใบ” 2 เสือในตำนานเสือไทยที่โด่งดังและครองอาณาจักรชุมเสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยจำนวนเหล่าเสือนับร้อยชีวิต พร้อมการกลับมารวมตัวกันของเหล่าทีมงานมือรางวัลระดับหัวกะทิในด้านต่างๆ ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่ล้วนผ่านประสบการณ์ร่วมกันมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง “ขุนพันธ์ ภาคแรก” ภายใต้การกลับมาเขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดย “ก้องเกียรติ โขมศิริ” และกลับมาสวมชีวิตและจิตวิญญาณในการเป็นขุนพันธ์ของซูเปอร์สตาร์ชายระดับแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “อนันดา เอเวอริงแฮม

 

“คือจริงๆ เรื่องราวของท่านขุนพันธ์สามารถทำได้เป็น 10 ภาคเลยนะ ท่านปราบผู้ร้ายเยอะมาก แต่ทุกๆ การปราบของท่าน เราจะได้เห็นการเติบโตของท่าน ท่านเติบโตด้วยวุฒิภาวะ เติบโตในทุกๆ อย่าง เติบโตด้วยพลังวัด พลังปัญญา  เพราะฉะนั้นคนเติบโตได้นี่ บททดสอบที่ท่านเจอมันต้องหนัก เขาเรียกว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด ในเรื่องจริงของท่านการปราบเสือภาคกลางถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญ เสือภาคกลางจริงๆ แล้วก็จะมีหลายท่านนะ มันจะมีเสือมเหศวร เสือดำ เสือย่อม อีกหลายเสือที่ขุนพันธ์มาจัดการ แต่ด้วยภาคนี้เราใช้วิธีการสโคปเอาแค่ ‘เสือฝ้าย’ กับ ‘เสือใบ’ เพราะรู้สึกว่าสองคนนี้เป็นไฮไลต์ เสือฝ้ายถูกขนานนามเรียกกันว่า ‘จอมพลฝ้าย’ เขาไม่ได้เป็นทหารหรืออะไรถึงได้ตำแหน่งจอมพลนะ แต่ชาวบ้านยกย่องให้เขาเป็นเหมือนผู้นำ ผู้นำที่ติดอาวุธและมีกองกำลังเป็นของตัวเอง เสื้อฝ้ายนี่ครบเครื่องครบทั้งในเรื่องบารมี เล่ห์กล ความสามารถในการต่อสู้  วิชาอาคม ในขณะเดียวกันเสือใบก็เป็นคนพลิ้วไหว อัธยาศัยดี เขาเป็นคนสนุก แต่จริงๆ เขาเป็นคนเก่งมาก และเขาเก็บงำอะไรบางอย่างไว้ข้างในชีวิตตัวเองเยอะมาก สาเหตุหนักๆ ที่เราเลือกการปราบเสือภาคกลาง เรารู้สึกว่ามันเป็นไฮไลต์ที่มีสีสันดี ซึ่งมันมีดีเทลสนุกๆ หลายตอนมากทั้งในความเป็นจริงและสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ

 

ต้องบอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้หยิบเอาความจริงทั้งหมดมานะ แต่ว่ามันเป็นความจริงที่เราเอามาสร้างต่อ มันเป็นแรงบันดาลใจมาสร้างต่อเพื่อความบันเทิงนี่แหละ  เขามีเค้าโครงมา มีการปราบเสือฝ้าย เสือใบจริงๆ เรื่องราวของเสือใบเสือฝ้ายมีอยู่จริง และขุนพันธ์ก็เข้าไปปราบจริงๆ คือหนังขุนพันธ์เราพูดมาตั้งแต่ภาค 1 แล้วว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกดีไซน์มาว่าให้เป็นสารคดีชีวประวัติ แต่เป็นภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง  และตัวละครหลายๆ ตัวถูกสมมติขึ้น เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์สมมติขึ้น  ถ้าบังเอิญไปตรงกับเหตุการณ์จริงก็เรียกว่าบังเอิญครับ เพราะว่านี่ไม่ใช่ ‘สารคดีขุนพันธ์’ ตรงไหนที่มันจริงก็จริง ตรงไหนที่มันเติมเข้าไปในความบันเทิงมันก็คือความบันเทิง เพราะว่ามันคือภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง เราเห็นว่ามีคนทำแล้วสารคดีท่านขุนพันธ์ ลองพิมพ์ยูทูบขึ้นเพียบเลย เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่าไม่น่าจะไปทำอะไรอย่างนั้นอีก แล้วก็ถ้าเราจะทำให้คนจดจำท่านขุนพันธ์ ทำให้เด็กใหม่ๆ จดจำท่าน เจตนาเราที่สุดเลยคือเราไม่อยากทำให้ท่านถูกลืม เพราะฉะนั้นการที่เราจะทำให้ท่านไม่ถูกลืม ต้องวางท่านไว้ในรูปแบบนี้ คือมันไม่ได้จริงจังจนเป็นสารคดี  มันมีความบันเทิง แต่ในแก่นแท้มันยังมีความเป็นเรื่องเดิมอยู่ เพียงแต่เราจัดให้ท่านเป็นนิยายก็ได้ ให้ท่านเป็นนิทานก็ได้ ให้ท่านเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากให้มันสนุก ผมจะดีใจมากถ้ามีเด็กอายุ 12-13 อยากเป็นขุนพันธ์ ผมรู้สึกว่าผมสบายละ ผมโอเคละ เรื่องขุนพันธ์มันไม่ควรที่จะรู้จักแค่คนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง”

 

รางวัล
รางวัล "สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 28" (ประจำปี 2561) - ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม (นิรชรา วรรณาลัย) / เทคนิคพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม (ศิวกร สุขลังการ, อาภรณ์ มีบางยาง)