แหยมยโสธร 2 (Hello Yasothorn 2)
สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล | 88 นาที | วันเข้าฉาย : 03/12/09
ผู้กำกับ : เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา
นักแสดง
เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา (หม่ำ จํกม๊ก)
กัญญ์ชัญญ์ เธียรวิชญ์ (เจเน็ต เขียว)
หรินทร์ สุธรรมจรัส
บุษราคัม วงษ์คำเหลา
เพทาย วงษ์คำเหลา
อนุวัฒน์ ทาระพันธ์
จรณ์ วงษ์คำเหลา
อนุพงษ์ วงษ์คำเหลา
ชาญชัย เจ้าฝ้าย
วรวิทย์ จันทรานิตย์
TRAILER
เรื่องย่อ

เปลี่ยนเมืองไทย ให้เป็นสยามเมืองฮา

เพราะอ้ายแหยมจะกลับมา ให้คนไทยได้ฮาทั้งบ้านทั้งเมือง

 

20 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก เรื่องราวชุลมุนวุ่นฮาสนั่นท้องทุ่งกับเรื่องราวความรักอันเป็นตำนานของ “บักแหยม” (หม่ำ จ๊กม๊ก) และ “อีเจ้ย” (เจเน็ต เขียว) สุกงอมเปล่งปลั่งงดงามจนได้ที่ผลิดอกออกผลเป็นลูกสาวลูกชายได้หนึ่งโหลพอดิบพอดี บ้างตบแต่งออกเหย้าออกเรือนกันไปอย่างชื่นมื่นตามคืนและวันที่ดำเนินผ่านไป เหลือเพียง “อีแว่” (บุษราคัม วงษ์คำเหลา) ลูกสาวคนสวย และ “บักคำผาน” (เพทาย วงษ์คำเหลา) ลูกชายคนเล็กอย่างละหน่อ ที่ยังอยู่เป็นแก้วตาดวงใจไข่ในหินอย่างมิให้คลาดสายตา แม้แต่จิ้งจก อึ่งอ่าง ไส้เดือนก็ยังบ่ได้ระแคะระคายเคือง อย่างน้อยๆ ในแถบถิ่นยโสธรที่ปกครองก็บ่มีผู้ใดกล้ามาริเด็ดดอกฟ้าหรือล้วงคองูหางกระดิ่งกริ๊งๆๆ อันเป็นที่รักยิ่งของบักแหยมที่บัดนี้กลายเป็น “กำนันแหยม” หนวดกระดิก ซึ่งเป็นที่ยำเกรงของผู้คนในตำบลไปเสียแล้ว

 

แต่แล้วเหมือนฟ้าเบื้องบนจะเป็นใจหรือลองใจบักกำนันแหยมคนดีศรียโสธรถึงได้ส่ง “ปลัดธนู” (ดิม แทตทู คัลเลอร์-หรินทร์ สุธรรมจรัส) หนุ่มหล่อรูปงามมาดเท่เพลย์บอยสุดๆ จากเมืองกรุงมาลูบคม ก็แหมราชการเขาส่งตัวปลัดให้มาช่วยพัฒนาตำบลแท้ๆ แต่ดันมาคอยขายขนมจีบอีแว่แก้วตาดวงใจของกำนันแหยมซะงั้น แหมเผลอทีไรไอ้หนุ่มเมืองกรุงหน้าทะเล้นจ้องแต่จะขโมยเด็ดดมลูกสาวคนสวยของกำนันตลอดตั้งแต่วันแรกที่ชาวบ้านจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญต้อนรับปลัด ถึงขนาดปีนหน้าต่างห้องนอน แม้แต่ไปจ่ายตลาด, ตากผ้า,  หว่านข้าวลงนา จนถึงงานพิธีบั้งไฟใหญ่ประจำจังหวัด พ่อปลัดก็ไม่วายออกรำเซิ้งหน้าทะเล้นใส่ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่กันทั่วทั้งจังหวัดเลยทีเดียว โดยมีคำผานลูกชายคนเล็กเป็นแนวร่วมส่งซิกรับใต้โต๊ะคอยดูทางหนีทีไล่ให้ปลัดอีกต่างหาก ไหนจะเห่อแฟชั่น ฟังแผ่นเสียงตามไอ้หนุ่มเมืองกรุง เป็นเอามากถึงขนาด “บ่ยอมเว่าลาว” 

 

ส่วนอีเจ้ยก็ดันชอบอกชอบใจปลัดหนุ่มถึงขนาดจะยกเป็นลูกเขยเลยทีเดียว แต่บักกำนันกลับถูกใจในมาดซื่อๆ ของ “เกษตรฉัตรชัย” (จรณ์ วงษ์คำเหลา) ที่ดูขยันขันแข็งเอาการเอางานมากกว่า กลุ้มๆๆ หลาย แถมเมียรักก็ดันเสน่ห์ล้นเหลือถึงขนาดมีหนุ่มๆ มาคอยส่งดอกไม้ให้ถึงชายขอบบ้านอีกต่างหาก ตายๆๆ เห็นทีงานนี้ปลัดหนุ่มกับกำนันแหยมจะอยู่ร่วมโลกกันบ่ได้แล้วละเด้อพี่น้อง เห็นทีคงต้องพึ่ง “หลวงพี่ยอดชาย” (อนุวัฒน์ ทาระพันธ์) พระหนุ่มที่มีน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งบ่ใช่ใครที่ไหนคือเจ้าของประโยค “ชายรับบ่ได้” ที่ผิดหวังจากความรักแล้วหันหน้าเข้าทางธรรมจนเป็นขวัญกำลังใจและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนในตำบล คอยให้คำปรึกษาทุกเรื่องตั้งแต่งานบุญบั้งไฟ เรื่องกลุ้มอกกลุ้มใจของกำนันแหยม ไปจนถึงเรื่องราวใหญ่โตที่มีชีวิตทรัพย์สินและผู้คนในตำบลเป็นเดิมพัน เมื่อการมาถึงของไอ้โจรร้ายอย่าง “เสือหยองลำพอง” (หยอง ลูกหยี) และพรรคพวกที่บุกเข้ามาปิดตลาดปล้นอย่างอุกอาจ

 

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรติดตามได้ใน “แหยมยโสธร 2” อุบัติดับเบิลฮาแบบครบรส ตลกโรแมนติกแอคชั่นสวีตซึ้งตรึงอารมณ์พีเรียดย้อนยุคสีสันจัดจ้านบานอุรา ตามสไตล์หนังรักรากหญ้าฮา 100 ล้านที่คนไทยทั้งประเทศรอคอย ต้อนรับโปรแกรมทองฉลองวันพ่อ  3 ธันวาคมนี้ ถึงเวลา “แหยมยโสธร 2”

 

Yam-3-Poster01

 

เปิดตำนานรักสุดหฤฮา ที่เคยทำให้ทุกคนทั่วประเทศเคยยิ้มร่าไปกับความเฮฮาแบบบ้านๆ จากท้องทุ่งยโสธร

 

หากจะเอ่ยถึงภาพยนตร์แนวโรแมนติก-คอเมดี้ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองสักเรื่องหนึ่ง เชื่อว่าคงมีภาพยนตร์มากมายอยู่ในใจใครหลายๆ คน  และยังเชื่อได้อีกว่าหนึ่งในภาพยนตร์ที่อยู่ในใจใครหลายๆ คนนั้นต้องมีชื่อของ “แหยมยโสธร” (2548) จากฝีมือการกำกับของตลกแถวหน้าของประเทศอย่าง “หม่ำ จ๊กม๊ก” ด้วยแน่นอน ที่สามารถสร้างรายได้ถล่มทลายกว่า 100 ล้านบาท เพราะไม่ใช่แค่เรื่องราวความสนุกสนานที่ถ่ายทอดได้อย่างเรียบง่ายผ่านวิถีชีวิตชาวอีสานได้อย่างลงตัว แต่สีสันของตัวภาพยนตร์ที่ผู้กำกับลุกขึ้นมาฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของวงการภาพยนตร์ในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสีสันของภาพที่ย้อมสีจนฉูดฉาด หรือแม้แต่การเป็นหนังไทยในรอบหลายทศวรรษที่พูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลได้กลายเป็นเอกลักษณ์ให้กับหนังรักอีสานอย่างแหยมยโสธร โดยผ่านการกลั่นกรองอย่างประณีตจากมันสมองระดับร้อยล้านอย่างหม่ำ จ๊กม๊กนั่นเอง

 

“ช่วงที่ทำ ‘แหยมยโสธร’ ในภาคแรกนั้นหลายคนมองว่าเสี่ยงเหมือนกันนะกับการทำหนังที่ไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน หรืออาจจะไม่กล้าทำก็ไม่รู้นะ (หัวเราะ) คือด้วยโทนสีของภาพที่ฉูดฉาด สีสันของเสื้อผ้าที่แสบตาแล้ว มันยังมีเรื่องของภาษาด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนังไทยเรื่องแรกเลยมั้งที่พูดอีสานกันทั้งเรื่อง คือเรื่องอื่นๆ อาจจะมีพูดกันแค่คนหรือสองคนที่พูดอีสาน ก็จะเล่นเป็นตัวตลก แต่นี่คือตัวละครทุกคนนั้นพูดอีสานกันหมด ซึ่งคงไม่มีใครกล้าทำแน่ๆ แต่ผมอยากจะลองทำ ผมมองว่ามันไม่ใช่เรื่องเสี่ยง ในฐานะที่เป็นผู้กำกับผมก็อยากหาอะไรแปลกใหม่มาให้กับคนดูบ้าง อยากถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ผ่านวิถีชีวิตของชาวบ้านหรือชาวอีสาน คือคนบางคนไม่กล้าพูดภาษาอีสานนะเพราะว่าอาย ซึ่งผมคิดว่าผิดมาก คุณอาจจะลืมอะไรก็ลืมได้ แต่ลืมกำพืดตัวเองนั้นไม่ได้หรอก เป็นคนอีสานนั้นไม่น่าอาย ที่จริงแล้วคนอีสานนั้นเป็นคนที่น่ารัก ซื่อๆ ด้วยซ้ำ แล้วผมก็อยากให้คนดูได้รู้ถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านว่าเขามีความเป็นอยู่กันอย่างไร เวลาเขาจีบกันเขาจีบกันอย่างไร แต่เป็นการเสนอในแบบของงานอาร์ต ซึ่งผมก็ไม่คิดด้วยว่าจะมีคนดูรึเปล่า เขาอาจจะดูหรือไม่ดูก็ได้ แต่ผมกล้าที่จะทำ ซึ่งพอหนังออกฉายมันก็โดนใจคนดูไปไม่น้อย อาจจะเป็นเพราะคนกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นวิถีชีวิตของชาวชนบทมั้งว่าเขามีความเป็นอยู่กันอย่างไร และอีกอย่างที่สำคัญมากผมว่าแหยมยโสธรมันเป็นหนังบ้านๆ ที่ดูง่าย ซึ่งผมว่านี่แหละคือเสน่ห์ของหนังเรื่องแหยมยโสธร”

 

และจากความสำเร็จดังกล่าวก็ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “แหยมยโสธร 2” ต่อทันที ซึ่งผู้กำกับอย่าง “หม่ำ จ๊กม๊ก” ก็ไม่ทำให้ใครหลายๆ คนผิดหวังด้วยการสานต่อโปรเจกต์หนังรักระดับรากต่อหลังจากช่วงกลางปีที่ผ่านมาเพิ่งปล่อยโปรเจ็กต์ฮาแบบไฮโซอย่าง “วงษ์คำเหลา” ออกมาเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกันทั้งเมืองไปแล้ว สิ้นปีนี้ก็ถึงคิวของหนังรักแบบรากหญ้าที่ใครหลายคนรอคอยอย่าง “แหยมยโสธร 2” บ้างที่จะมาเรียกเสียงหัวเราะจากคนไทยให้สนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งประเทศ  แต่ใครหลายคนอาจจะสงสัยทำไมผู้กำกับหน้าเหลี่ยมคนนี้ถึงปล่อยให้ “แหยมยโสธร 2” เว้นวรรคจากภาคแรกนานถึง 4 ปี ซึ่งผู้กำกับคนเก่งก็ได้กล่าวถึงเหตุผลอย่างอารมณ์ดีว่า

 

“ผมว่าหนังถ้าสร้างภาคต่อเร็วเกินไปคนดูจะไม่รู้สึกคิดถึง ตัวผมเองอยากให้คนดูรู้สึกคิดถึงหนังเรื่อง ‘แหยมยโสธร’ ว่ามันนานแล้วนะ เมื่อไหร่จะได้ดูซะที คือถ้าจะให้ผมทำ ‘แหยมยโสธร 2’ ต่อจากภาคแรกเลยก็ยังได้ แต่อย่างที่บอกผมอยากให้คนดูรู้สึกคิดถึงกับผลงานเรื่องแหยมของผม ซึ่งผมก็คิดว่า 4 ปีที่รอคอยกันนี้แหละ คือช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วสำหรับแหยมยโสธรในภาค 2 แล้วสำหรับหนังเรื่องนี้ผมอยากใช้เวลาเพาะบ่มมันให้นานที่สุดใ ห้รู้สึกดีที่สุดให้สมกับที่ทุกคนรอคอยและเรียกร้องกันมา คือผมต้องนั่งคิดแล้วว่าแหยมยโสธร 2 มันจะเล่าเรื่องราวอะไรดี ซึ่งก็คิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องราวของรุ่นลูกของแหยมกับเจ้ยบ้าง ว่าจะมีเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่สนุกสนานอย่างไร และเรื่องราวความรักของแหยมและเจ้ยในปัจจุบันที่คนก็อยากชมอยากรู้ว่าเรื่องราวการดำเนินชีวิตของคนทั้ง 2 จะเป็นอย่างไรบ้าง ผมจึงนำแนวคิดอันนี้มาพัฒนาเป็นบทของแหยมยโสธรในภาค 2 ก้ใช้เวลาคิดและพัฒนามันมาเรื่อยๆ ก็ใช้เวลารวม 4 ปีกว่า ซึ่งสำหรับผมก็คิดว่าไม่นานเท่าไหร่ เพราะอยากให้งานมันออกมาดี แล้วเราอยากทำให้หนังมันสนุกเท่ากับภาคแรกหรือมากกว่านั้น ก็เลยต้องใช้เวลาพอสมควร”