สุดเสน่หา (Blissfully Yours)
Kick the Machine, Anna Sanders Films, สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล | 125 นาที | วันเข้าฉาย : 24/01/03
ผู้กำกับ : อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
นักแสดง
กนกพร ทองอร่าม
มิน อู
เจนจิรา จันทร์สุดา
TRAILER
เรื่องย่อ

“รุ่ง” รอวันที่จะได้อยู่ในอ้อมแขนของ “มิน” หนุ่มพม่าคู่รักที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายอย่างเปี่ยมสุข เธอจ้าง “ป้าอร” ให้ดูแลมินระหว่างที่เธอหาสถานที่สำหรับการแบ่งปันความสุข แต่ความสุขที่เธอต้องการนั้นจะมีผลตามมาเป็นอย่างไรบ้าง นั่นคือคำตอบที่รออยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้

 

เรื่องราวทั้งหมดของ “สุดเสน่หา” เริ่มต้นในบ่ายวันเสาร์ เมื่อจากที่ทั้งสองได้พามินไปหาหมอเพื่อตรวจดูอาการที่เกิดจากความผิดปกติของผิวหนัง แต่ดูเหมือนป้าอรจะไม่พอใจผลการรักษา เธอจึงคิดหาทางรักษามินด้วยตนเอง โดยเธอได้แวะซื้อส่วนผสมสำหรับทำครีมรักษาผิวให้กับมินที่ตลาดระหว่างทางไปที่ทำงานของสามี

 

บ่ายวันนั้น มินได้พารุ่งไปเที่ยวใน “ป่า” สถานที่ที่พวกเขารู้สึกมีอิสระในการแสดงออกซึ่งความรักอย่างเต็มที่

 

ขณะเดียวกัน อรก็เดินทางเข้าไปในป่าเช่นกัน เธอไปกับ “ทอมมี่” ลูกน้องของสามีเธอ กับเขา เธอพบกับความสุขที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด อย่างไรก็ดี ความสุขของพวกเขาถูกรบกวนจากพม่าอพยพคนหนึ่งซึ่งขโมยมอเตอร์ไซค์ของทอมมี่ไป ชายหนุ่มวิ่งตามขโมยไปอย่างกระชั้นชิดก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

อรเดินต่อเข้าไปในป่าอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งถึงบริเวณลำธาร เธอพบรุ่งอยู่กับมิน เหนือผืนป่าขึ้นไป ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มเป็นสัญญาณว่าฝนจะตกในไม่ช้า…

 

Blissfully-Yours-Still13

 

คำให้การของผู้กำกับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

 

ไอเดียเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “สุดเสน่หา” เริ่มขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1998 ระหว่างที่ผมกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ที่สวนสัตว์ในกรุงเทพฯ ผมเห็นตำรวจคนหนึ่งกำลังใส่กุญแจมือผู้หญิงสองคนก่อนจับพวกเธอขึ้นรถ ต่อมาผมจึงทราบว่าผู้หญิงสองคนนั้นเป็นชาวพม่าที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

 

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ใครๆ ก็เจอในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเธอจะต้องทนทุกข์กับปัญหาและความยากลำบากมากแค่ไหน แต่ผมก็เชื่อว่าชีวิตของพวกเธอก็ไม่ได้อยู่ในด้านมืดตลอดเวลา มันต้องมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาบ้าง

 

“ผู้หญิงพม่าสองคนนี้มีความสุขกับการเดินเล่นในสวนสัตว์มากพอๆ กับคนอื่นๆ ไหมก่อนที่พวกเธอจะถูกจับกุม” คำถามดังกล่าวได้กลายเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์เรื่อง “สุดเสน่หา” โดยเฉพาะความคิดเกี่ยวกับช่วงเวลาของความสุขที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่น่าหดหู่ ความรื่นเริง ความเจ็บปวด และการสอดประสานระหว่างความมืดและแสงสว่าง

 

ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือก “ดวงอาทิตย์” มาเป็นตัวละครหลักของผม มันเป็นทั้งจุดกำเนิดของพลังแห่งการมีชีวิตและการทำลายล้าง ไม่เพียงเท่านั้นมันยังส่งผลกระทบต่อตัวละครแต่ละคนในเรื่องด้วย (โรคผิวหนังลึกลับของชายหนุ่มและความร้อนที่ไม่ปรานี) แถมยังถูกมองว่าเป็นแรงคุกคามที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-พม่า ส่วนตัวละครหลักตัวที่สองของเรื่องนี้คือ “ป่า” ที่ขีดวงจำกัดอิสรภาพของตัวละครเอกทั้งที่ในความเป็นจริงพวกเขาไปที่นั่นเพื่อหามัน

 

ในหนังเรื่องนี้ผมเลือกที่จะไม่แตะประเด็นทางการเมืองบริเวณชายแดนไทย-พม่า แต่ต้องการเน้นถึงเรื่องราวธรรมดาที่เกิดขึ้นแทน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นนั่นเองที่บ่งบอกนัยทางการเมืองบางอย่าง

 

Blissfully-Yours-Still10

 

เบื้องหลังการถ่ายทำ

 

การถ่ายทำฉากแรกของภาพยนตร์เรื่อง “สุดเสน่หา” เริ่มต้นในปีเดือนมกราคม ปี 2001 ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเดิมของผู้กำกับ เขาเลือกคลินิกของพ่อแม่เป็นสถานที่ถ่ายทำด้วยเหตุผลที่ว่ามันมีโทนสีเขียวอันเป็นสีโปรดปรานของพ่อเขา และเป็นที่ที่ทำให้เขารำลึกถึงคนไข้มากมายที่เข้ามาที่นี่ ต่อมาทีมงานได้ย้ายไปถ่ายทำที่อำเภอเล็กๆ สองแห่งใกล้ๆ กับกรุงเทพฯ เพื่อจำลองเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำเรียงลำดับเหตุการณ์ ดังนั้นความสัมพันธ์ของนักแสดงจึงดำเนินไปพร้อมกับเรื่องราว แม้ว่า “รุ่ง” กับ “มิน” จะไม่มีประสบการณ์ทางด้านการแสดงมาก่อน แต่การแสดงของพวกเขาก็จัดอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม ทั้งนี้ก็เนื่องจากพวกเขาเล่นเป็นตัวเอง นอกจากนี้ผู้กำกับยังได้ชวนนักวิจารณ์และทีมงานในกองถ่ายหลายต่อหลายคนมาปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย บรรยากาศการถ่ายทำจึงดำเนินไปอย่างสบายๆ ไม่ตึงเครียดเหมือนกองถ่ายหนังไทยโดยทั่วไป

 

การถ่ายทำดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของหนัง ซึ่งเราได้ยกกองถ่ายเข้าไปในวนอุทยานเขาใหญ่ สำหรับทีมงานแล้วมันเหมือนกับการเข้าค่ายฝึกที่ร้อนมหาโหด ด้วยความที่เราไม่สามารถนำเครื่องปั่นไฟเข้าไปได้ ดังนั้นเราจึงพึ่งได้แต่แสงธรรมชาติเท่านั้น มีอยู่บ่อยครั้งที่เราต้องเดินทางเข้าไปในป่าและรอคอยการปรากฏของดวงอาทิตย์ จนวันหนึ่งเราตัดสินใจทำตามประเพณีไทยคือบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ด้วยหัวหมูและเหล้าหนึ่งขวด) ผลที่เราได้รับคือแสงสดใสของดวงอาทิตย์

 

ยิ่งเราต้องเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้นเท่าใด อารมณ์ของทีมงานก็แปรปรวนมากขึ้นเท่านั้น วันหนึ่ง “รุ่ง” เกิดไม่สบายและต้องเข้ารับการรักษาอาการเครียด ส่วน “ป้าอร” บางทีก็พูดไม่หยุดปาก บางทีก็เงียบไปเสียเฉยๆ ดูเหมือนสภาวะที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ส่งผลต่อการแสดงของพวกเขา แม้ว่าในบางฉากที่ดูสดใสไม่มีอะไร แต่คุณสามารถเห็นความตึงเครียดของพวกเขาได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม โชคดีที่การถ่ายทำได้ถูกหยุดช่วงหนึ่งเพื่อให้ทุกคนได้กลับกรุงเทพฯ ป่าคอนกรีตที่พวกเขาจากมา

 

แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ฉากลำธารกลับเป็นฉากที่ทีมงานใช้เวลากับมันมากที่สุด ด้วยความที่ต้องเผชิญกับฝนที่ตกอยู่ตลอดเวลากับน้ำที่ท่วมตามมาทำให้ทีมงานต้องสร้างริมฝั่งขึ้นมาใหม่อีกหลายครั้งด้วยกระสอบทรายและต้นไม้ปลอม พูดได้ว่ามันคือการทำสงครามกับธรรมชาติ ทีมงานบางคนได้ลงไปว่ายน้ำในลำธารเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากเปลวแดด ในวันสุดท้ายของการถ่ายทำในเดือนมิถุนายน “รุ่ง” ซึ่งแม้ว่าจะมีไข้ก็ยังยอมออกจากโรงพยาบาลเพื่อถ่ายทอดบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยม

 

สองสามวันหลังจากถ่ายทำฉากสุดท้าย ฉากที่เราสร้างมาก็ถูกทำลายโดยน้ำหลาก ต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฉากได้ตกลงไปในน้ำ ส่วนลำธารก็กลายเป็นโคลน เราต้องขอขอบคุณอีกครั้งต่อเทพยดาที่ดลบันดาลให้เราได้รับแสงในการถ่ายทำจนทำให้สามารถเก็บภาพที่สวยงามลงบนแผ่นฟิล์มอย่างสมบูรณ์

 

 

รางวัล
AFI Fest 2002 - Grand Jury Prize / Buenos Aires International Festival of Independent Cinema 2003 - Best Director (Apichatpong Weerasethakul), FIPRESCI Prize / Rotterdam International Film Festival 2003 - KNF Award / Singapore International Film Festival 2003 - Young Cinema Award / Tokyo FILMeX 2002 - Grand Prize